PDA

View Full Version : รู้จัก subprime/วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์


beachboy
26-01-2008, 07:45 PM
ตั้งใจจะเอาเรื่องนี้ มาคุยตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ผมไม่สามารถ เรียบเรียงเรื่องเองได้สำเร็จ
จนไปเจอ อ.ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ สรุปไว้ในเว้บบอร์ดของสมาคมสถาปนิก
กระชับและเข้าใจง่าย เลยเอามาบอกต่อ

รู้จักไว้จะได้ระมัดระวังตัวกันครับ :)
..................................................
SUB PRIME แนวรบใหม่ใกล้ตัว

SUB PRIME เป็นภาษาฝรั่ง ที่แปลเป็นภาษาไทยจะแปลว่า “คุณภาพไม่เต็มแก้ว” อย่างเช่น Sub Prime Food ก็แปลว่า “อาหารที่ไม่มีประโยชน์” หรือหากบอกว่า Sub Prime Wine ก็จะแปลว่า “ไวน์เกรดต่ำ” ส่วนในเชิงเรื่องของเงินๆทองๆการกู้ยืมการลงทุนก็จะม ีศัพท์คำว่า Sub Prime Loan หรือ Sub Prime Mortgage ก็จะแปลว่า “หนี้เกรดสอง” นั่นเอง

คำว่า SUB PRIME ที่กำลังเป็นข่าวตอนนี้เกิดจาก “วงการอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกา” ที่เฟื่องฟูอย่างมากมาสัก ๕ ปีแล้วครับ
สร้างกัน ซื้อกันอย่างเมามัน ฝ่ายสร้างก็อยากให้มีคนซื้อเยอะๆ ก็ทำให้เกิดการ “ปั่น” ให้สถาบันการเงินของอเมริกาพยายามปล่อยกู้ให้คน “อยากซื้อ” ให้มากที่สุด ซึ่งตามธรรมดา “สถาบันการเงินจะปล่อยกู้ให้กับคนมีเครดิตเท่านั้น” แต่พอพวกมีเครดิตซื้อกันไปหมดแล้ว ก็ต้องพยายามให้พวกไม่มีเครดิตเพียงพอมาซื้อบ้าง เกิดการ “ใช้เงินอนาคตแบบคนไม่มีอนาคต” เกิดขึ้น การซื้อเพื่อการเก็งกำไรอย่างไม่มีฐานรองรับก็เกิดขึ ้น การปล่อยกู้แบบไม่คิดหน้าคิดหลังก็เกิดขึ้น ....

จนกระทั่งมาไม่กี่เดือนมานี้ ลูกหนี้ที่ไม่มีเครดิตก็ไม่มีปัญญาจะจ่ายเงินคืนสถาบ ันการเงิน จนทำให้เกิด “หนี้เกรดสอง หรือว่า Sub Prime Loan” นั่นเอง

พอเกิดอาการ Sub Prime แบบนี้ สถาบันการเงินก็ง่อนแง่น เงินขาดมือ พอคนรู้ว่าสถาบันการเงินง่อนแง่น ก็แห่กันมาถอนเงินฝาก สถาบันการเงินก็ยิ่งง่อนแง่นหนักเข้าไปอีก จนจะแย่อยู่แล้ว... เหล่าสถาบันการเงินเหล่านั้นก็ต้องดิ้นๆๆๆ การดิ้นอย่างหนึ่งก็คือ “การถอนการลงทุนจากทั่วโลก” โดยเริ่มต้นจากการถอนการถือหุ้นจากทั่วโลก (รวมทั้งเมืองไทย) ก็ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตกต่ำกันอย่างถล่มทลาย (รวมถึงเมืองไทย) ...ทั้งนี้เพื่อเอาเงินจากทั่วโลกไปโปะสถาบันการเงิน ในอเมริกาไม่ให้ล่มสลาย ซึ่งก็คงจะช่วยได้ระยะหนึ่ง

หากแก้ปัญหา Sub Prime Effect นี้ไม่ได้ก็จะเกิด “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” ทันที

ผลที่อาจจะเกิดขึ้นใกล้ๆตัวเรา
เมื่อเกิดการนำเงินกลับประเทศของอเมริกา ก็คือจะเกิดอาการ “หุ้นล่ม” ขึ้นมาได้ เงินที่ใช้ลงทุนหรือเงินที่ให้กู้ยืมบ้านเรา (ซึ่งเราต้องยอมรับว่าเราใช้เงินอนาคต และเงินลงทุนจากเมืองนอกมากมายอยู่ตอนนี้) เมื่อไม่มีเงินก็อาจจะเกิด..... โครงการอสังหาที่ใช้ทุนต่างชาติมาหมุน จะหมดเงินหมุน เกิด “ตึกร้าง โครงการร้าง” แหล่งที่ใช้ทุนเมืองนอกเยอะๆอย่างเช่น ภูเก็ต สมุย อาจจะมีเห็นตายเป็นจุดๆ ของบางอย่างอาจจะถูกลง แต่ของบางอย่างจะแพงขึ้นหลายๆ เกิดการสับสนเหมือนกับปี ๒๕๔๐ เมื่อเกิด “ต้มยำกุ้ง” ซึ่งทุกคนสามารถคาดหมายได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

ข้อคิดควรระวัง
ต้องคิดอยู่เสมอว่า “ในความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน”, ต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด (ด้วยความเข้าใจ), อย่าหมายน้ำบ่อหน้า, อย่าใช้เงินเกินตัว (แต่อย่าหยุดใช้เงิน เพราะวิกฤติบางทีก็เป็นโอกาสจริงๆ), อย่าใช้เงินอนาคตถ้ามองไม่เห็นภาพชัดๆของอนาคต, ทำใจกับโครงการที่เราทำอยู่จะต้องหยุดหรือปิดตัวลง, งานศิลปะจะขายไม่ออก ฯลฯ ......

พยายามเข้าใจคำว่า “พอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะสิ่งนี้จะเป็นยาป้องกันโรค “วัตถุนิยมตะวันตก” ได้จริงๆครับ

:)

beachboy
26-01-2008, 07:52 PM
กับคำถามว่า
"วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ กับวิกฤติต้มยำกุ้ง อันไหนจะรุนแรงกว่ากัน"

ผมไปอ่านเจอคำตอบจากเว้บบอร์ดเศรษฐกิจแห่งหนึ่ง เขาตอบว่า

ปัญหามันไม่เหมือนกัน
วิกฤติต้มยำกุ้ง มันเหมือน"ไฟไหม้บ้าน"ของเรา (และลามไปยังเพื่อนบ้าน)
วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มันเหมือน "ไฟไหม้ตลาด" (พ่อค้าแม่ค้ายังอยู่ดี แต่ไม่มีที่ให้ขายของ)

:)

windstruck_oil
26-01-2008, 08:03 PM
กำลังอยากรู้พอดีเลยค่ะ
เรื่องสภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนค่ะ
ต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อนค่ะ ... ^^

beachboy
27-01-2008, 05:38 PM
กับคำถามว่า
วิกฤติต้มยำกุ้ง มันเหมือน"ไฟไหม้บ้าน"
วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มันเหมือน "ไฟไหม้ตลาด"


ส่วนเรื่องสาเหตุของปัญหา

ในตอนต้มยำกุ้งนั้น..มันเหมือนเราเป็นแม่ค้าที่กำลัง ทำมาค้าขึ้น ผลิตของมาตุนในสต๊อกไว้เพียบ กู้เงินมาขยายกิจการ
แต่ไม่ได้เตรียมการสำหรับอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้น

วันดีคืนดี ก็มีเด็กซนๆ ชื่อนายจ๊อด โซรอส มาเล่นไม้ขีดในบ้าน (ที่เต็มไปด้วยเชื้อเพลิง)
พอไฟเริ่มไหม้ คนในบ้านก็วิ่งกันอุตลุด ยกโอ่ง ยกโซฟาหนีไฟกันมั่วซั่ว
อุปกรณ์ดับไฟก็ไม่เคยเตรียมไว้ ไฟมันก็เลยยิ่งลามอย่างรวดเร็ว ข้าวของไหม้ อิ๊บอ๋ายวายป่วงหมด พ่วงด้วยหนี้สินอีกบานเบอะ
เพื่อนบ้านใกล้ก็พลอยซวยไปด้วย...ส่วนบ้านอื่นไกลๆ ไอเอ็มเอฟ ที่มันไม่ได้โดนไฟไปกับเรา มันก็เสนอความช่วยเหลือ
(ซึ่งจริงๆมันก็หวังผลตอบแทนจากการช่วยเหลือนั่นหล่ะ )

แต่คราวนี้..
ไฟไหม้ตลาด เจ้าของแผงเล็กๆอย่างเราจะไปช่วยดับไฟอะไรกับเขาคงไม ่มีปัญญา
ทำได้แค่ฉีดน้ำเลี้ยงบ้านตัวเองให้มันเย็นๆเข้าไว้.. .เอาประสบการณ์ไฟไหม้บ้านคราวก่อนเป็นบทเรียน

แผงขายของไหม้ช่างมัน อย่าให้ไหม้ถึงบ้านเราเป็นพอ
สินค้าก็อย่าไปตุนไว้เยอะเพราะมันจะไม่มีตลาดให้ขายไ ปอีกซักพักใหญ่ๆ ผลิตแค่พอกินพอใช้ในครอบครัวเป็นปลอดภัยที่สุด
ทุนสำรองที่มีเหลืออยู่ก็กุมไว้ให้แน่นๆ...เพราะไม่ร ู้ว่าจะเปิดแผงทำมาหากินอีกทีได้เมื่อไหร่

:) :)

beachboy
28-01-2008, 03:33 PM
จะพยายามตัดเนื้อข่าวที่ กระชับ-ได้ใจความและเป็นประโยชน์มาเพิ่มเติมให้เรื่อยๆ
พวกเราส่วนใหญ่ก็ทำงานในวงการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ช้าก็เร็ว มันจะส่งผลกระทบมาถึงแน่นอน
ศึกษาและ เตรียมตัวรับมือไว้ จะได้ผ่อนหนักเป็นเบา :)
.......
จากไทยรัฐฉบับวันนี้ครับ

แฮมเบอร์เกอร์ไคร์ซิส วิกฤติ 3 ล้อถูกหวย

และแล้ววันนั้นก็มาถึงจริงๆจริงเหมือนที่ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คาดการณ์และเตือนไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว...วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ ในสหรัฐอเมริกาจะเกิดขึ้น

เป็น “แฮมเบอร์เกอร์ ไคร์ซิส” ที่ถูกตั้งชื่อล้อตามอย่างวิกฤติเศรษฐกิจรุ่นพี่ “ต้มยำกุ้ง ไคร์ซิส” ที่ประเทศไทยได้ก่อขึ้นเมื่อปี 2540

“ตอนนี้ถ้าจะบอกว่า เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯแล้วหรือ คงไม่ใช่ สถานการณ์ตอนนี้เป็นแค่เพียงเริ่มต้น ยังไม่ถึงจุดวิกฤติจริง”

และถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพปัญหาชัดแบบใกล้ตัว ดร.สมภพ บอกว่า เหตุการณ์ ในสหรัฐฯตอนนี้ จะเหมือนกับตอนที่ประเทศไทยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรัฐบาลกำลังจะตัดสินใจว่า จะปิด 58 สถาบันการเงิน ก่อนจะมีการประกาศลดค่าเงินบาท และส่งผลให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งตามมา

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ก็เช่นกัน ตอนนี้สถาบันการเงินในสหรัฐฯก็กำลังประสบปัญหา แบบเดียวกับที่เคยเกิดในบ้านเรา

รัฐบาลสหรัฐฯกำลังอยู่ในระหว่างแก้ปัญหา สถาบันการเงินปล่อยกู้ไปมากล้น จนเกิดปัญหาหนี้เน่า ทำให้ธนาคารในสหรัฐฯล้มกันระเนนระนาด เหมือนที่บ้านเราเคยเจอ

“ธนาคารในสหรัฐฯกำลังล้ม :jarkk: สาเหตุของปัญหาก็ไม่ต่างกับที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเท ่าไร ตัวการก็มาจากการบริหารเศรษฐกิจทุนนิยมแบบคาสิโน”

เศรษฐกิจเติบโตขยายตัวได้เพราะการทำธุรกิจเก็งกำไร ปั่นหุ้น ปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก

แบบเดียวกับที่เกิดกับเราตอนก่อนจะเกิดวิกฤติปี 2540 ที่ช่วงนั้นคนไทยมีความสุข มีกินมีใช้จากการขายที่ดิน ได้กำไรงาม มีการสร้างบ้านจัดสรร สร้างคอนโดฯ ขายได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

แต่ที่ขายได้นั้น ไม่ได้ขายเพราะคนอยากจะซื้อบ้าน ซื้อคอนโดฯไว้อยู่เอง ขายได้เพราะมีคนจองไว้ขายต่อเพื่อเก็งกำไร...กำไรงาม เงินหาได้มาง่ายก็ต่อยอด หากำไรต่อจากการเล่นหุ้น ปั่นหุ้น จนในที่สุดฟองสบู่ฟูฟ่องและก็แตกดังโพละ

ฟองสบู่ในสหรัฐฯก็เช่นกัน ดร.สมภพ บอกว่า เริ่มมาแบบเดียวกัน จากการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี่แหละ

เดิมทีในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2000 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯมีมูลค่าแค่เพียง 7 ถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น แต่ผลจากการเก็งกำไร ปั่นราคา รวมทั้งรัฐบาลมีนโยบายประชานิยม ที่เรารู้จักกันในชื่อ “ซับไพรม์”

ให้อเมริกันชนรายได้ต่ำ...มีสิทธิกู้เงินธนาคารมาซื้ อบ้านเป็นของตัวเองได้

ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เบ่งบาน มูลค่าของธุรกิจถูกปั่นขึ้นไปอยู่ที่ 21 ล้านล้านเหรียญ...ในขณะที่จีดีพีของสหรัฐฯนั้นมีแค่ 13 ล้านล้านเหรียญ

สูงกว่าจีดีพีเท่าตัว

“ระดับมูลค่าธุรกิจอสังหาฯ ที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ที่ครึ่งหนึ่งของจีดีพี ไม่ใช่ปั่นราคา ขึ้นไปจนสูงขนาดนี้ ในขณะเดียวกันบ้านขายดี ธุรกิจอื่นๆ พลอยขยายตาม อเมริกันชน มีเงินใช้จ่ายกันสนุก เงินเหลือกินเหลือใช้ก็เอาไปเล่นหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นเติบโตอย่างรวดเร็ว จาก 7,000 จุด ขึ้นไปแตะสูงสุดอยู่ที่ 14,000 จุด”

แบบเดียวกับที่เราเคยเจอ...ตอนสบู่ฟูฟ่อง ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,700 จุด...ตอนนี้ก็ยังเตาะแตะอยู่ที่ 700-800 จุดอยู่เลย ทั้งที่ผ่านมรสุมต้มยำกุ้งร่วม 10 ปี เข้าไปแล้ว

และในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังฟูฟ่องติดลมบน คนมีกินมีใช้จากการเก็งกำไร แทนที่รัฐบาลสหรัฐฯจะควบคุมไม่ให้มีการเติบโตจนเกินไ ป กลับส่งเสริมให้ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์เติบโตแบบไร้ขีดจำกัด

“รู้ทั้งรู้ว่าการให้ผู้มีรายได้ต่ำกู้เงินซื้อบ้านไ ด้มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดหนี้เน่าขึ้นในระบบ และจะทำให้สถาบันการเงินล้มได้ แต่ก็ยังให้ธนาคารออกตราสารทางเงินรูปแบบพิเศษ ที่เรียกว่า CDO ขึ้นมา”

ด้วยการให้ธนาคารที่ปล่อยกู้ให้ลูกค้าซื้อบ้าน สามารถนำหลักทรัพย์ ค้ำประกันของกู้เงินซื้อบ้านไปให้สถาบันการเงินอื่นใ นต่างประเทศรับช่วงปล่อยกู้ได้

หรือพูดง่ายๆ รู้ทั้งรู้ว่าปล่อยกู้แล้วหนี้มีสิทธิสูญสูง...เลยผ่ องถ่ายความเสี่ยงไป ให้ธนาคารต่างชาติปล่อยกู้ ในลักษณะร่วมด้วยช่วยกันปล่อยกู้ (หรืออีกนัย ร่วมด้วยช่วยกันเจ๊ง) แล้วตัวเองก็ฟาดค่าหัวคิว ในฐานะเป็นนายหน้าช่วยปล่อยกู้ ประมาณนั้น

และ CDO ที่ว่านี้ ธนาคารในบ้านเราหลายแห่งตาลุกวาว เผลอละเมอโลภไปขอแบ่งซื้อหนี้มา ไม่มากไม่มาย...ไม่ถึงแสนล้าน

ผลจากการเปิดทางให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ แบบไม่ต้องกลัวความเสี่ยง เพราะผ่องถ่ายความเสี่ยงไปให้สถาบันการเงินอื่นร่วมด ้วยช่วยเจ๊งได้ สถาบันการเงินในสหรัฐฯก็เลยปล่อยกู้กันเพลินแบบไม่ต้ องคิดมาก

ในที่สุดฟองสบู่ปั่นราคา เก็งกำไรก็มาถึงจุดบวมเป่ง

และก็เป็นวัฏจักรธรรมดาของระบบเศรษฐกิจแบบคาสิโน...ป ั่นราคาเก็งกำไร ไปถึงจุดสูงสุด...จนไม่มีหน้าไหนโง่พอจะซื้อของ 10 บาท ที่ปั่นขายในราคา 1,000 บาทอีกต่อไป :o

เมื่อปั่นราคาไม่ขึ้น ขายต่อไม่ออก ราคาหุ้นร่วง อสังหาฯ ราคาตก.. .หนี้สินที่ไปกู้ยืมมาลงทุนเก็งกำไรต่างๆ ถึงคราวกำหนดจ่าย...ไม่มีจ่าย

สถาบันการเงินก็ต้องรับภาระหนี้เน่า

“เป็นกฎธรรมชาติของเศรษฐกิจแบบคาสิโน ช่วยให้คนมีกินมีใช้ได้ไม่นาน ผลสุดท้ายมักจะลงเอยแบบเดียวสามล้อถูกหวย มีเงินให้ใช้พักเดียว เดี๋ยวก็หมด”

และที่รัฐบาลสหรัฐฯกำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็เหมือนแบบเดียวกับที่รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กำลังทำในตอนนั้น ก็คือ กำลังจะแก้ปัญหาไม่ให้สถาบันการเงินล้มเป็นโดมิโน

เพียงแต่จะต่างกันตรงรายละเอียด ในวิธีการอุ้มสถาบันการเงิน ให้อยู่รอดเท่านั้นว่า...จะทำวิธีไหนดี?

และที่น่าเจ็บใจก็ตรงเมื่อเรื่องทำนองเดียวกัน เกิดขึ้นในสหรัฐฯเสียเอง... รัฐบาลลุงแซมกลับไม่ใช้วิธีแก้ปัญหา เหมือนที่เคยแนะนำเรา

“ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง สหรัฐฯแนะให้เราเลหลังขายกิจการ สถาบันการเงินเปิดทาง ให้ต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์เพื่อจะได้นำเงินมาแก้ปั ญหาหนี้เน่า

พอวิกฤติเกิดกับตัวเอง สหรัฐฯทำตัวแบบ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์สถาบันการเงินของต ัวเอง

ทั้งที่ตอนนี้ อินเดีย จีน รัสเซีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง มีเงินดอลลาร์ตุนจนล้นมือ เพราะค้าขายได้กำไรจากสหรัฐฯไปมหาศาล มีความพร้อมและต้องการจะเข้าไปเป็นเจ้าของสถาบันการเ งินสหรัฐฯ”

แต่รัฐบาลสหรัฐฯไม่ยอม ไม่รู้เป็นเพราะกลัวเสียหน้า เสียราคามหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก เลยยังรักษาสถานะหยิ่งเริ่ดเชิดหรูในแบบราชสีห์ไม่ยอ มก้มหัวให้หนูมาช่วยแทะบ่วงปัญหา

ดร.สมภพ ให้ข้อสังเกตเป็นความรู้ ที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟด ลดดอกเบี้ยลงมาตลอดเป็นระยะนั้น ก็เพื่อมาแก้ปัญหาธนาคารในสหรัฐฯกำลังจะล้มเป็นโดมิโ น

ลดดอกเบี้ยลงมาก็เพื่อให้สถาบันการเงินที่อุ้มหนี้เน ่าไว้ จะได้มากู้เงินดอกเบี้ยราคาเยาจากเฟดไปอุดปะชุนธนาคา รที่กำลังจะล้มนี่แหละ

“ประเทศอื่นจะแก้ปัญหาอย่างนี้ไม่ได้ เนื่องระบบการเงินสหรัฐฯไม่เหมือนประเทศอื่น สหรัฐฯสามารถพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้ได้เองโดยไม่ต้องมี ทุนสำรองมาค้ำประกัน ใช้แค่ชื่อยี่ห้อประเทศมหาอำนาจค้ำประกัน จะพิมพ์จะปั๊มเท่าไร ก็ได้ตามที่ตัวเองต้องการ”

ถ้ากู้สถาบันการเงินทรุดไม่จบ ปัญหาลึกที่ซุกไว้ใต้พรมยังลามต่อ และสหรัฐฯ ยังใช้วิธีเดินหน้าปั๊มเงินกู้หน้าตัวเองอยู่อย่างนี ้ ดร.สมภพ ให้ข้อคิดเล่นๆ...

วันนี้ดอลลาร์ล้นโลก ราคาตกอยู่แล้ว...วันหน้าเศรษฐีมหาอำนาจต้องการรักษา หน้าทำแบงก์ล้ม เกิดหน้ามืดปัšมดอลลาร์มากจนล้นพ้น

เมื่อวันนั้นมาถึง...ศักดิ์ศรีเงินดอลลาร์ในอนาคต จะเทียบชั้นเท่าเงินจ๊าด?

เป็นเรื่องที่น่าคิด ว่าจะเป็นไปได้มากน้อย

อย่าลืมว่า เศรษฐีสร้างภาพรวยแต่เปลือก ข้างในเป็นโพรงไม่ได้มีแค่ ในนิยาย...ในชีวิตจริงมีให้เห็นมิใช่น้อย.
........
:)

ploymix
28-01-2008, 03:38 PM
ฟังข่าวมาค่ะ เห็นนักธุรกิจสถาบันการเงินวิเคราะห์กันว่า ปัญหาแฮมเบอร์เกอร์ไคร์ซิสจะไม่มีผลกระทบมากนักกับปร ะเทศในแถบเอเชีย เพราะตอนนี้การส่งออกของประเทศแถบเอเชียเป็นไปในระบบ เกื้อหนุนกันเอง คือทำการค้าขายกันอยู่แต่ในแถบเอเชีย ไม่ได้ทุ่มไปที่สหรัฐมากเหมือนแต่ก่อน และวิกฤติจากปี 40 ก็ทำให้มีการตั้งรับมากพอสมควร ดังนั้นปัญหาก็ไม่น่าจะรุนแรงเท่ากับปี 40 มั้งคะ

แต่รู้เท่าทันแบบนี้ กันไว้ก่อนก็ดีค่ะ :)

benz
28-01-2008, 05:17 PM
ตัวแปรอีกตัว ที่จะทำให้ วิกฤติ นี้สาหัส ก็คือ อิหร่าน จะให้ซื้อน้ำมัน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นทองคำ/บารเรล
จะทำให้ ดอลล่าห์ เป็นแบ้งค์ กงเต็ก ในทันที ระวังตัวกัน นะครับ

beachboy
29-01-2008, 04:52 PM
ตัวแปรอีกตัว ที่จะทำให้ วิกฤติ นี้สาหัส ก็คือ อิหร่าน จะให้ซื้อน้ำมัน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นทองคำ/บารเรล
จะทำให้ ดอลล่าห์ เป็นแบ้งค์ กงเต็ก ในทันที ระวังตัวกัน นะครับ

จริงๆแล้ว พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศตามหลักเศรษฐศาสตร์ ที่ผมพอรู้แบบ งูๆปลาๆ
ใครจะพิมพ์แบงค์ได้มากน้อยแค่ไหน เขาก็วัดกันที่ปริมาณทองคำสำรองนะครับ
ซึ่งประเทศที่"รวยจริง" อันดับต้นๆ ก็น่าจะเป็น อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น....และพวกล่าอาณานิคมทั้งหลาย
แต่ สหรัฐอาศัยความเป็นประเทศใหญ่ คิดระบบเครดิตขึ้นมาใช้ ใครจะทำธุรกิจกับเขา ต้องใช้ระบบเครดิต (เพราะจริงๆแล้ว มันไม่มีตังค์)
แล้วเขาก็ใช้ความสามารถทางเศรษฐศาสตร์ โยกย้ายตัวเลข ซื้อขาย-ใช้จ่ายผ่านบัตรพลาสติก(ไม่ต้องใช้แบงค์)
จนทำให้อเมริกา(ดูเหมือน)เป็นประเทศร่ำรวยไปได้

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาบอกข้อมูลว่า ตัวเลขเงินหมุนในอเมริกา มากกว่าเงินที่มีอยู่จริงถึง 7 เท่าตัว

จนถึงช่วงเวลานี้ ทุกคนในอเมริกากำลังถามหา "เงิน" ที่เป็นตัวเงินจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลข
แล้วจะไปหาที่ไหนหล่ะครับ :o
....

ผลกระทบรอบนี้อาจมาถึงตัวเราไม่มากเท่าครั้งก่อน
แต่ การศึกษาทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ มันก็ช่วยเตือนใจและสอนอะไรเราได้หลายอย่างนะ
:)

benz
29-01-2008, 05:19 PM
ถูกๆๆๆๆๆ ต้องนะคร๊าบ
เป็นไปตามที่คุณ Beachboy ว่าเลย

benz
29-01-2008, 05:37 PM
ถูกๆๆๆๆๆ ต้องนะคร๊าบ
เป็นไปตามที่คุณ Beachboy ว่าเลย
เพราะ เศรษฐกิจสหรัฐเป็นแบบ เล่นหวย ต้องใช้ เครดิต เท่านั้น
ซึ่งอิหร่านเองก็ทราบดี ก็เลยจะให้ซื้อน้ำมันด้วย ทองคำ(ซึ่งเป็นทรัพย์สินจริงๆ)ที่ทางอเมริกา ก็จะสะอึก
เพราะคนทั่วโลกจะเทขายดอลล่าห์ ทันที อิหร่านทำเพื่อเป็นการตอบโต้อเมริกา ที่มีแนวโน้มว่าจะหาเรื่อง ทำสงครามกับอิหร่าน(ถ้า ประธานาธิบดีคนใหม่มา ก็อาจไม่มีเหตุการณ์นี้)
ครับ
(แต่ อเมริกามีเมืองทองคำแล้วนี่ครับใน national tresure 5555+):D