PDA

View Full Version : --วิกฤติเศรษฐกิจ--


beachboy
27-10-2008, 04:22 PM
update ข่าว ต่อเนื่องจากกระทู้เศรษฐกิจ ก่อนๆนี้ครับ :)

วิกฤติศก.ส่งผลปีหน้าจ้างงานลดลง1ล้านคน

สภาอุตสาหกรรมยอมรับวิกฤติเศรษฐกิจโลก-ปัญหาการเมืองในประเทศ กระทบยอดจ้างงานในปีหน้าลดลง 1 ล้านคน

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ในวันนี้ (27 ต.ค.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดประชุมสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศวาระเร่ง ด่วนจากข้อกังวลผลกระทบ เศรษฐกิจโลก การเมืองไทย และการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.กังวลปัญหาการเมืองที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ลดลงแล้ว 50% จากการประเมินของธนาคารโลก ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะกระทบภาคการท่องเที่ยว 4.5% เท่านั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งหาทางออกทางการเมือง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลทั่วประเทศพบว่าบางอุตสาหกรรรม เช่น เสื้อผ้า ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก ลดกำลังการผลิตลง 20-30% จากปัญหาคำสั่งซื้อที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อการจ้างงานในปีหน้าที่คาดว่าจะลดลง 1 ล้านคน รวมทั้งกระทบแรงงานใหม่ที่จะจบการศึกษาเดือนมีนาคมปร ะมาณ 700,000 คน ทำให้หางานทำยากขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเงินตึงตัวในต่างจังหวัด เนื่องจากธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจที่ไ ม่มีคำสั่งซื้อ ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกในปี 2552 จะชะลอตามเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2552 อาจจะอยู่ที่ 3.8-4% ส่วนปีนี้คาดว่าจะอยู่ 4.5%

อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เพียงแต่ชะลอตัวอย่างมากเท่านั้น จึงต้องการเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการกระจายงบ ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งวางแผนร่วมกับ ส.อ.ท. เพื่อรองรับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้

ส่วนผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าชาวกัมพูชาเริ่มบอยคอตสินค้าไทยบางกลุ่มแล้ว แต่ยังกระทบยอดขายชายแดนไม่มาก ซึ่งจะกระทบการลงทุนในกัมพูชา เช่น อุตสาหกรรมน้ำตาลของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น ที่เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานเกาะกงหลายพันล้านบาท และเตรียมจะเปิดผลิตก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย จึงเรียกร้องทุกฝ่ายหาทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ยืนยันด้วยข่าวหุ้นไทยวันนี้ร่วงลงเกือบ 10% ลงมาต่ำกว่า 400 จุดและยังมีวี่แววจะร่วงต่ออีก
เป็นครั้งแรกในรอบกี่ปีไม่รู้ แต่รู้ว่าสาหัสเอาเรื่อง


ดูแลรักษาตัวเองกันด้วยนะครับ :)

beachboy
27-10-2008, 04:36 PM
ขอย่อข่าวเอาเฉพาะส่วนใกล้ๆตัว และเข้าใจไม่ยากนะครับ

ธนาคารกรุงเทพ อย่าตื่นแต่ควรระวัง วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีความสำคัญในช่วงเศรษฐกิจโลกข าขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญวิกฤต กลับสร้างปัญหาให้ธนาคารขนาดใหญ่และมีเครือข่ายกว้าง ขวางที่สุดในประเทศไทย

ราคาหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดิ่งลงถึง 11% เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2551 เนื่องมาจากความกังวลเรื่องคุณภาพสินเชื่อในจีนที่มี ปัญหา แต่ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2551 ของธนาคารที่ประกาศออกมาสัปดาห์ก่อนกลับอยู่ในภาวะที ่ดี พร้อมกับความเชื่อมั่นของบรรดานักวิเคราะห์ทั้งในและ นอกประเทศว่า ฐานะการเงินของธนาคารยังรับไหว แต่ให้ระมัดระวังหนี้นอกประเทศที่เหลือ...

“ชาตรี โสภณพนิช” ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ ชี้แจงว่า การที่บริษัท เฟอโร ไชน่า ลูกหนี้ของธนาคารประกาศหยุดชำระหนี้ไม่น่าจะทำให้ยอด หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้ (NPLs) เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากธนาคารปล่อยสินเชื่อไปเพียง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นการปล่อยสินเชื่อร่วมกับธนาคารอื่น มีหลักประกันคุ้มมูลหนี้

“เราปล่อยสินเชื่อให้บริษัทลูกของบริษัทแม่ที่มีปัญห า โดยบริษัทแม่สัญชาติไต้หวันแต่จดทะเบียนที่ตลาดหุ้นส ิงคโปร์ และทำธุรกิจในจีน เมื่อบริษัทเกิดปัญหา คนต่างถามว่า แม่หรือลูกที่มีปัญหา แต่ ไม่ว่าใครมีปัญหาย่อมส่งผลถึงกันแม้จะเป็นหุ้นไม่มาก ”

.........................
“ชาตรี” กล่าวว่า ธนาคารเตรียมรับมือสถานการณ์สาขาต่างประเทศโดยใช้เงิ นทุนในประเทศหรือเงิน ฝากสาขาต่างประเทศเป็นหลักมากกว่าการกู้ยืมเงินระหว่ างธนาคาร เพราะถ้าเป็นการกู้แบบข้ามคืนวันถัดมาก็ถูกเรียกคืนท ันที และเงินกู้ระหว่างธนาคารก็แทบจะไม่มีให้กู้แล้ว

นอกจากนั้น ยังทำธุรกิจอย่างระมัดระวังโดยเน้นปล่อยสินเชื่อเพื่ อการค้าหรือเกี่ยวข้อง กับการค้าเพื่อซื้อวัตถุดิบหรือ รีไฟแนนซ์มากกว่าปล่อยสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย ์ แต่หากเป็นการปล่อยกู้ตรงจะปล่อยกู้ร่วมกับธนาคารท้อ งถิ่นเพื่อลดความเสี่ยง ทำให้สินเชื่อต่างประเทศ ไม่เพิ่มเร็วจนเกินไป

“วิกฤตสถาบันการเงินปี 2540 เรายังคุมอยู่ หนนี้ก็น่าจะอยู่ได้ไม่รุนแรง แม้ว่ากระทบภาคธุรกิจแรงแต่สำหรับแบงก์ไม่น่ารุนแรงเ ท่าแบงก์ในสหรัฐและ ยุโรป”

giorin
27-10-2008, 04:40 PM
Last Update: 16:34:12 น.

ด่วน! ตลาดหุ้นไทยติด"เซอร์กิต เบรกเกอร์" หลังดิ่ง10% ระงับซื้อขายหุ้น30นาที-ขยายเวลาซื้อขายใหม่ถึง17.00น.


ไม่ทันล่ะ โดนหยุดการซื้อขายไปเรียบร้อย อีกแค่ 26 นาทีเอง กรรม...
แต่ดูเหมือนประเทศไทยจะไม่ค่อยใส่ใจกับปัญหานี้เท่าไ หร่เลย
ใครผ่านปี 40 มา...คงจำได้....:(

john3ds
27-10-2008, 04:42 PM
เเล้วงานด้านพวกเรานี่จะกระทบมากน้อยไหมครับ จะได้เตรียมตัวเเต่เนิ่นๆ

beachboy
27-10-2008, 04:42 PM
วันนี้เป็นการพักการซื้อขายหุ้น (Cricuit Breaker) เป็นครั้งที่สาม ในรอบ 33 ปี
......
อธิบาย Cricuit Breaker อย่างง่ายๆคือ

เขาจะมีกฏของตลาดหุ้นว่า ถ้าหุ้นรวมในตลาดร่วงลงอย่างต่อเนื่องถึง 10 %
ตลาดหุ้นจะปิดการซื้อขายชั่วคราวเพื่อพิจารณาหาสาเหต ุ และให้ผู้ซื้อขายไม่ตื่นตระหนก แล้วแห่ขายหุ้นกันจนหมด


ของตลาดหุ้นไทยจะปิดแค่ครึ่งชั่วโมง-1 ชั่วโมง...แต่ของบางประเทศจะปิดตลาดหนีหลายๆวันเลยคร ับ :D

giorin
27-10-2008, 04:47 PM
อยากรู้ว่า...เรากระทบขนาดไหน ให้ดูหุ้นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (ตอนปี40ไม่มีนะ:D ) จับตามันไว้ให้ดีๆ มันส่งสัญญาณอะไรบางอย่างแล้ว นี่ขนาดกองทุนรวมนะ ไม่ใช่หุ้น... ยังมีคนดิ้นพร่านๆเลย อย่าดูถูก ผีเสื้อครับ Butterfly effect ทำให้เกิดพายุไต้ฝุ่นมาแล้ว... ช่วงนี้เป็นโอกาสสำหรับผู้มีเงินสดเท่านั้น...

ไม่น่าเชื่อว่าเช้าวันหนึ่ง คนอเมริกัน จะตื่นมาพร้อมกับฝันร้ายที่ว่า ตัวเองเคยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน แค่คืนเดียว ทุกอย่างเปลี่ยนไป...
ฝันร้ายของโลกยุคใหม่...เมื่อเทคโนโลยีสร้างความโลภ ความโลภก็กลับมาฆ่ามนุษย์เหมือนเดิม...

น้ำมันที่แพงก็ไม่ใช่ว่าแพงจริง...แพงเพราะโดนปั่นที ่วอลล์สตรีท ตอนนี้ไม่มีแล้ววอลล์สตรีท ต่อให้ลดอีกล้านบาเรล น้ำมันก็ไม่ขึ้นแล้ว...

คนอเมริกันยอมตัดหนี้ด้วยการให้ยึดบ้านเพื่อตัดหนี้ส ิ้นที่ท่วมตัวในคืนเดียว...แถมบัตรเครดิตก็โดนระงับ คิดดูว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่จะอยู่ได้อย่างไร...
คนจำนวนมากต้องหมุนเงินให้ทัน เพราะเคยชินกับการใช้บัตรเครดิต ขณะที่การเช่าบ้านคือหนทางที่เซฟชีวิต ไม่นับการตกงานที่กำลังจะตามมาระลอกใหญ๋...

beachboy
27-10-2008, 04:50 PM
ตลท.ใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ ถือเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เปิดดำเนินการปี 2518

โดยครั้งแรกใช้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.49 ที่ดัชนีลดลง 10.14% เป็นผลจาก ความกังวลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศใช้มาตรการสำร อง 30% สำหรับการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นไทยปรับลงตามตลาดหุ้นทั่วโลกจากความวิตกภ าวะเศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤติสถาบันการเงิน


และวันนี้ ก็เป็นครั้งที่ 3ครับ (ซึ่งห่างจากครั้งที่สองไม่ถึงเดือน)

O-mans
27-10-2008, 04:54 PM
อืม..แปลกนะ ทำไมงานผมมันยังเยอะอยู่นะ
ไม่ได้ประชดหรืออวดอะไรแค่สงสัยว่าทำไมงานยังเยอะอยู ่
หรืองานอสังหาทำใจได้เลยไม่มีผลกระทบ

giorin
27-10-2008, 04:55 PM
ตอนนี้ 100 เยน กำลังจะเท่ากับ 1 usd แล้ว....
สะท้อนความน่ากลัวอะไรไว้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเล ยในรอบ 17 ปี...
ขณะที่ธนาคารแห่งชาติและรัฐบาลประเทศต่างๆ ออกมาตรการ มากมายกายกอง วางแผนกันหัวจะแตก...
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย...:(

giorin
27-10-2008, 04:59 PM
อืม..แปลกนะ ทำไมงานผมมันยังเยอะอยู่นะ
ไม่ได้ประชดหรืออวดอะไรแค่สงสัยว่าทำไมงานยังเยอะอยู ่
หรืองานอสังหาทำใจได้เลยไม่มีผลกระทบ

ส่วนตัวนะครับ ปี40 ก็แบบนี้แหละครับ...ถ้าจำกันได้...
ทั้งปียังไม่ได้ฮอลิเดย์เลย สงสัยปีนี้ผมจะอดอีกตามเคย...

beachboy
27-10-2008, 05:10 PM
อืม..แปลกนะ ทำไมงานผมมันยังเยอะอยู่นะ

1.อาจยังมาไม่ถึงมั๊งครับ
2.พี่โออาจวางพื้นฐานการงานไว้แน่นและรอบคอบพอ :cool:
สภาวะแบบนี้ทั้งคนจ้างและคนรับจ้าง ต้องเอาความไว้ใจนำครับ ทั้งด้านฝีมือและความรับผิดชอบ

คล้ายๆที่พี่รินบอก...
คนที่อยู่ในภาวะต้องระวังเป็นพิเศษ คือคนที่ใช้ชีวิตกับระบบเครดิตมากๆ เช่น มีหนี้เงินกู้ก้อนใหญ่ หรือหนี้บัตรเครดิตติดพัน
ในขณะเดียวกันฝั่งรายรับก็ยังไปเกี่ยวพันกับระบบเครด ิตอีก เช่น บริษัทที่ว่าจ้างหรือโครงการที่ทำ ต้องรอเงินกู้จากสถาบันการเงินซึ่งก็ง่อนแง่นกันไปหม ดทั่วโลก

งานcommercialทั้งหลายที่ต้องอาศัยการกู้เงินมาหมุน ก็จะกู้ยากขึ้น

แต่ถ้าเป็นโครงการที่ใช้เงินตัวเอง ปลูกบ้านอาศัยส่วนตัว งานซื้อขายของที่เป็นเงินสด พวกนี้ก็กระทบน้อยหน่อย
คืองานอาจน้อยลง ขายของได้น้อยลง แต่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องต้องหาเงินไปใช้หนี้คนอื่นต่ อเป็นทอดๆ :o

giorin
27-10-2008, 05:58 PM
เหมือนที่ บีชบอย บอกอ่ะครับ...
สิงคโปร์เข้าสู่ยุคถดถอย ผมก็ยังงานเพียบอยู่...
มันอยู่ที่กลุ่มเป้าหมาย และต้องเริ่มที่จะปรับตัวรับ สู่กลุ่มเป้าหมายอันน้อยนิด...
เหมือนตอนนี้ คอนโดในเมืองไทยจำนวนต่อหน่วยมากกว่าความต้องการหรือ ป่าว
ตอบว่ามากกว่ามาก...แล้วทำไมขายได้...เศรษฐีฝรั่ง ตะวันออกกลาง สิงคโปร์ มาเหมาซื้อเพื่อการลงทุน
แล้วดูตอนนี้...ไม่มีคนเอาเงินมาลงทุนแน่นอน มีแต่ถอนตัว...
ขณะที่บ้านพักอาศัยขนาดเล็กถึงกลาง ในกลุ่มตลาดกลางถึงล่าง แน่นอน...เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้...
เพียงแต่การใช้ชีวิตต้องระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อ ผมเห็นหลายคนฟ้องร้องโครงการคอนโดแถวสุขุมวิทอยู่
พี่ท่านเล่นผ่อนดาวน์หมด เสาเข็มยังไม่เห็น เจ้าของไม่หนี แต่ไม่จ่ายให้ไปฟ้องเอา กรรมจริงๆ
ยิ่งพวกอาซิ้มอาแป๊ะ ที่นิยมซื้อขายบ้านเป็นงานอดิเรก พวกนี้ถอนตัวไปพักนึงแล้ว...
ตอนนี้แบงค์ก็ไม่ปล่อยกู้ทั้งบ้าน ทั้ง sme ใครสายป่านไม่ยาว ลงทุนเกินตัว หนี้ท่วมตัวเอาได้ง่ายๆ
ต้องมีเงินสดสำรองไว้เยอะๆ จะได้ช้อนหุ้นตอนอยู่แถว 300 ได้สบายๆ :D
เข้าสู่ยุคเริ่มของปี 40 ใครจำได้บ้างหนอ...ยุคแห่งการชักดาบ....:D

Amakusagin
27-10-2008, 07:18 PM
อ่านแล้วน่ากลัวทีเดียวครับ รู้สึกระแวงลูกค้าที่ยังไม่จ่ายตังตะหงิดๆ

Neo Nazi
27-10-2008, 07:52 PM
ผมว่างานตีฟส่วนนึงที่เยอะ น่ามาจากงานพรีลิมหรืองานบิด ที่ตอนนี้ทุกบริษัทต้องลงทุนทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น
แต่ตีฟที่นำไปสู่การเซ็นสัญญาสร้างจริงๆไม่รู้มีกี่เ ปอร์เซ็น(ไม่รู้มีข้อมูลตรงนี้หรือป่าว:) )
อย่างงานที่ดูไบที่ขึ้นกันโครมๆซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็ นพวกยุโรบโดยตรงแล้ว เสร็จแล้วจะให้ใครอยู่ละครับ
ระยะสั้นไม่น่ามีปัญหาครับแต่ถ้านานกว่านี้ โดนกันถ้วนหน้าแน่ๆ:o

Labor3D
27-10-2008, 10:24 PM
น่ากลัวจังเลยครับ
ช่วงนี้ลูกค้าหลายๆ คนก็เงียบไปเลย

jew
27-10-2008, 11:28 PM
งานที่มีตอนนี้ก็อาจจะเป็นโครงการที่ ค้างคาอยู่ ก็ยังต้องทำต่อไปให้เสร็จ ของจริงคงจะเริ่มต้นปีหน้าครับ แต่มันอาจจะค่อยๆซึม ก็ใช้จ่ายระวังๆหน่อย

ตอนนี้กับปี 40 ต่างกันตรงที่ ปี 40 วูบเดียวจอดเลย

แต่ตอนนี้มันค่อยๆซึมๆมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หลายคนอาจจะวางแนวทางป้องกันเอาไว้แล้ว
ทำให้ไม่เจ็บหนัก

งานผมก็ยังมีเรื่อยๆอยู่เหมือนเดิม แต่ที่สำคัญก็ต้องเก็บเงินลูกค้าให้ได้ด้วยเหมือนกัน

beachboy
28-10-2008, 12:24 AM
ผู้บริหาร ธ.ไทยพาณิชย์ ฝากมาบอกว่า เห็นด้วยกับพี่จิวครับ :)

ผวาปี’52-53เจอเผาจริง วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — “ไทยพาณิชย์” รื้อใหญ่แผนธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจ เผาจริงต้นปี’52 ลากยาวถึงปี’53

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐ จะมีกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน โดยเริ่มเห็นตั้งแต่ปลายปีนี้ และจะมีผลกระทบอย่างหนัก หรือที่เรียกกันว่า เผาจริงในปี 2552 รวมทั้งในปี 2553 จะเห็นผลกระทบชัดเจนมากขึ้น

นางกรรณิกา กล่าวว่า ช่วงหลังจากนี้ไปภาคธุรกิจจะขายสินค้าได้น้อยลงเพราะ การบริโภคและการส่งออก ไปประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ชะลอตัว ทำให้จะเกิดปัญหาการชำระคืนหนี้ และยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะเพิ่มขึ้น

นางกรรณิกา กล่าวว่า ทางธนาคารไทยพาณิชย์ได้เข้าไปดูแล และให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดร ะวังในการขยายการลงทุน หากลูกค้ารายใดที่ยังไม่มีความจำเป็นในการขยายการลงท ุน ให้ชะลอการขอสินเชื่อ ไปก่อน รวมทั้งเตือนให้ลูกค้าระวัง ผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ซึ่ง ยังไม่สามารถประเมินระยะเวลา และมูลค่าความเสียหายได้

“ปีหน้าจะลำบาก ตอนนี้ตลาดปั่นป่วน ความเสี่ยงเครดิตของลูกค้าจะกระทบหมด” นางกรรณิกา กล่าว

นางกรรณิกา กล่าวว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจทำให้ธนาคารกลับมาปรับเปลี่ยนแผนธ ุรกิจในปีหน้าใหม่อีก ครั้ง หลังจากทำเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนก่อน โดยจะขยายธุรกิจให้ช้าลง

“ความสำคัญของการทำธุรกิจปีหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัต ราการเติบโต จากการปล่อยสินเชื่อ แต่อยู่ที่ความเสี่ยงของลูกค้า จึงเสริมพนักงาน ดูแลลูกค้าขนาดใหญ่ประมาณ 1,000 ราย เพราะลูกค้าขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาในการดูแล แนะนำ และต้องมีความเข้าใจ” นางกรรณิกา กล่าว

นางกรรณิกา กล่าวว่า ปีหน้ากลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่จะมีความสำคัญต่อธนาคาร หลังเศรษฐกิจโลกมีปัญหา การระดมทุนต่างๆ จะพึ่งพาเงินทุนในประเทศเป็นหลัก

“ตลาดต่างประเทศที่เกิดปัญหา ทำให้ไตรมาส 3 ลูกค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ในต ลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าหันมาระดมทุนในประเทศมากขึ้น” นางกรรณิกา กล่าว

ผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรพิจารณาให้ดีว่าเมื่อลงทุนแล้วจะขายไ ด้หรือไม่ โดยควรมีเงินทุนส่วนหนึ่งเพื่อจะกู้น้อยลง ควรมีเงินก้อนโต เพื่อกู้ให้น้อยลง การทำโครงการต่างๆ ต้องมั่นใจว่าขายได้ เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ภาคการส่งออกจะหดตัว เมื่อปริมาณหด ราคาก็จะตกต่ำ เพียงแต่ตอนนี้ราคายังไม่ตก แต่มีสัญญาณว่าราคาสินค้าจะตก

นางกรรณิกา กล่าวว่า เคล็ดลับที่ดีที่สุดขณะนี้คือการถือเงินสด อย่าลงทุนเกินกำลังและประเมินว่าทุกอย่างจะดีไปหมด

สำหรับการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ปีหน้าเชื่อว่าทุกธนาคารจะต้องประหยัด การลงทุนใดไม่สำคัญ ก็จะไม่ดำเนินการ อย่างธุรกิจลูกค้ารายย่อย ก็จะขยายแบบไม่หวือหวา ทั้งนี้ การเติบโตสินเชื่อปีนี้อาจอยู่ที่ 8-10% ต่ำกว่าเป้าหมาย 12-15%

มานี
28-10-2008, 01:03 AM
เงินสดในที่นี้ หมายถึง เงินที่เราฝากใว้กับธนาคารด้วยหรือเปล่าคะ? :confused: ที่เราพร้อมกดหรือเบิกมาใช้ได้ทุกเมื่อ
ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสด ที่เป็นแบ๊งก์ๆ เป็นเหรียญๆ ที่อยู่ในกระเป๋าตังค์ หรือในตู้เซฟใช่มั้ย?:confused:


เข้าใจถูกมั้ยอ่ะ แบบว่า ไม่รู้จริงๆนะเนี่ย :homhurr:

beachboy
28-10-2008, 02:18 AM
เงินสดในที่นี้ หมายถึง เงินที่เราฝากใว้กับธนาคารด้วยหรือเปล่าคะ

ขออภัย คำว่า "เงินสด"ที่ผมใช้อาจให้ความหมายแคบไปหน่อย:p
...............
ในภาษาเศรษฐกิจเขาจะแยกอย่างงี้ครับ
ทรัพย์สิน คู่กับ หนี้สิน
รายได้ คู่กับ รายจ่าย

อธิบายความแตกต่าง สี่คำนี้ด้วยตัวอย่างต่อไปนี้

คุณมีเงินเดือนเป็น รายได้
คุณมีค่ากินใช้ประจำวันเป็น รายจ่าย
คุณมีเงินเหลือเก็บเป็น ทรัพย์สิน

คุณมีแรงงานและความสามารถในการทำงาน ก็เป็น ทรัพย์สิน เช่นกัน (เอาไว้ใช้หารายได้)

วันหนึ่ง คุณอยากได้รถเลยไปผ่อนรถ เงินค่าผ่อนรถแต่ละเดือนก็เป็น รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ตัวรถที่ได้มาขับก็เป็น หนี้สิน

เงินเก็บแต่ละเดือน(ทรัพย์สิน)คุณก็จะน้อยลง จนถึงวันที่คุณผ่อนรถหมด รถนั่นก็จะกลายเป็นทรัพย์สิน
ถ้าคุณขายรถ คุณก็จะมีรายได้จากการขายรถ (จะกำไรหรือขาดทุนก้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

แล้วรายได้จากการขายรถ ก็เอาไปแปลงเป็นรายจ่าย และชำระหนี้สินในส่วนอื่นๆ พอเหลือเก็บก็เป็น ทรัพย์สิน อีกครั้ง

*แต่ถ้าซื้อรถเงินสด ก็จะข้ามขั้นตอน หนี้สินไปได้

ปัญหาที่เกิดก็คือ เรามักสร้างหนี้สิน มากกว่า ทรัพย์สินที่มีอยู่จริงครับ :)
โดยไปลักไก่ เอารายได้ในอนาคตมาคำนวนหลอกตัวเอง<<<ตรงนี้หล่ะที่เรียกว่าระบบเครดิต

พอวันหนึ่ง พบว่ารายได้ในอนาคตที่ว่านั่นมันไม่มีจริง...ก็พังสิ ครับ
เพราะหนี้สินมันได้เกิดขึ้นไปแล้ว ขายทรัพย์สินจนหมดตูด ก็เคลียร์หนี้ไม่ได้

................
ปล.เรื่องพวกนี้เป็นความรู้จากหนังสือ Rich Dad-Poor Dad ที่อ่านเมื่อหลายปีก่อน
(อ่านแล้วดี แต่อย่าไปเชื่อมันมาก :D :D )

beachboy
28-10-2008, 02:41 AM
ความรวยวัดกันที่ ทรัพย์สิน ครับ:)
รายได้-รายจ่าย=ทรัพย์สิน

อยากมีทรัพย์สินมากๆ ก้ทำได้สองวิธี คือเพิ่มรายได้ กับลดรายจ่าย
ในรายจ่ายแต่ละครั้งก็ลองประเมินกันดูเองว่าจ่ายเพื่ อซื้อทรัพย์สิน (ขายคืนได้เมื่อจำเป็น) หรือว่าจ่ายแล้วจ่ายเลย

ยิ่งถ้าใครขยันสร้างหนี้สินด้วย สมการชีวิตจะยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกเยอะครับ :o

giorin
28-10-2008, 08:49 AM
Gulf Bank ของ คูเวต ทำท่าจะล้มจนรัฐบาลคูเวตต้องเข้าไปอุ้ม ขณะที่ประชาชนคูเวตแห่ถอนเงินจากธนาคารอันดับหนึ่งขอ งคูเวต...
เหตุเกิดจากการที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปดูการลงทุนขอ งแบงค์ต่างๆได้ ทำให้แบงค์เหล่านี้ปกปิดหนี้สิ้นที่แท้จริง อันเกิดจาการลงทุนอันผิดพลาด...
- แล้วแบงค์ไทยทำอะไรไปบ้าง ใครรู้บ้างเอ๋ย รู้แต่ว่า ไทยธนาคาร ชื่อไทยใจต่างชาติไปแล้ว...

สิงคโปร์...รัฐบาลออกมารับประกันเงินฝากไม่จำกัดจำนว นยาวนาน 3 ปี นับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในสิงคโปร์
- รัฐบาลไทยยังเฉย และยังคงให้เป็นไปตามขั้นตอนตามพรบ.เงินฝาก ที่จะมีผลบังคับตามขั้นตอน

GM ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ถูกจัดอันดับในระดับ junk หรือ ขยะ หลังจากอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ ตกต่ำจากยอดขายที่ตกต่ำอย่างมาก
- ไทยผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกในเอเชีย เศรษฐกิจแย่คนก็ซื้อรถยนต์น้อยลง ปล่อยกู้น้อยลง ส่งผลระยะยาวต่อการจ้างงาน

ฮ่องกง...ผู้ค้าทองที่ฮ่องกงไม่ยอมปล่อยทองคำออกจากต ลาด ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนทองคำไปทั่วเอเชีย เนื่องจากราคาที่ตกต่ำอย่างรวดเร็ว
- คือเหตุผลที่ร้านทองไม่มีทองคำแท่งจะขายให้นักเก็งกำ ไร ที่ไปยืนต่อคิวแถวเยาวราชยาวเหยียด จนต้องปิดการซื้อขายทองทุก เสาร์-อาทิตย์ไปเรียบร้อย พร้อมกับการซื้อทองแท่งที่ได้แต่กระดาษ ไม่ได้ทอง..ต้องรอสิบวันนะจ๊ะ

- เงินเยนแข็งค่ามากที่สุดในรอบสิบปี แสดงว่าเม็ดเงินที่ต่างชาติหันไปทางไหนในที่สุดก็เลื อกจะถือเงิน เยน มากกว่า usd อันตกต่ำย่ำแย่อยู่ทุกวัน...

john3ds
28-10-2008, 08:54 AM
ตอนนี้ที่ดีที่สุดคือการฝากเงินไว้ธนาคารปะครับ ถ้าไม่ใช่จะได้ถอนเอามาใส่ในเซฟ:(

Nut
28-10-2008, 10:35 AM
ว่าจะถอยปาเจโร่ป้ายแดง วันนี้เขาจะเอามาให้ลองขับที่บ้านด้วย พออ่านกระทู้แล้ว สงสัยต้องเก็บเงินเอาไว้ก่อน เงินยิ่งมีน้อยๆอยู่ :o

มาริโอเมารั่ว
28-10-2008, 11:27 AM
มีวงในมาบอกว่าตอนนี้ ธ.กรุงเทพกำลังเเย่ ไม่รู้จริงเท็จเเค่ไหน น่ากลัวนะเนี่ย

beachboy
28-10-2008, 02:51 PM
ตอนนี้ที่ดีที่สุดคือการฝากเงินไว้ธนาคารปะครับ ถ้าไม่ใช่จะได้ถอนเอามาใส่ในเซฟ:(

อ่านข่าวนี้ดูก่อน :)

สุชาติดันขยายเวลารับประกันเงินฝากเต็มจำนวนจาก 1 เป็น 3ปี ชงครม.28ต.ค.นี้ อ้างกลัวคนตื่นถอนเงิน

รมว.คลังชง ครม. 28 ต.ค.ขยายเวลาประกันเงินฝากเต็มจำนวนออกไปเป็น 3 ปี จากปัจจุบันแค่ปีเดียว อ้างเพื่อสร้างความมั่นใจไม่ให้คนตื่นถอนเงิน สุชาติดันประกันเงินฝาก3ปีเข้าครม.

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวมื่อวันที่ 25 ตุลาคมว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 ตุลาคม กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องการขยายระยะเวลารับประกัน เงินฝาก 100% เป็น 3 ปี จากเดิมที่จะค้ำประกันเต็มจำนวนเงินฝากเฉพาะปีแรก จากนั้นจะคุ้มครองในอัตราที่ลดหลั่นกันไป ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าสถาบันการเงินไ ทยยังมั่นคงท่ามกลาง วิกฤติการเงินโลก ไม่ตื่นตระหนกไปถอนเงิน โดยตนได้หารือกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะสามารถสร้างความมั่นใจระบบสถาบันการเงินไท ยอย่างดี

นาย สุชาติ กล่าวว่า ที่ทำเพราะทราบมาว่ามีบางธนาคารส่งหนังสือถึงลูกค้าเ งินกู้และลูกค้าเงิน ฝากว่าธนาคารไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารจำเป็นจะต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ อ ขณะที่ผู้ฝากเงินก็เกิดความไม่มั่นใจว่าจะถอนเงินจาก บัญชีได้ ดังนั้น เราจำเป็นจะต้องเรียกความเชื่อมั่นว่าสถาบันการเงินต ่างๆ มีสภาพคล่องที่ดีและเพียงพอ ไม่มีผลกระทบต่อการถอนเงินของผู้ฝากเงินหากสถาบันการ เงินมีปัญหา

ทั้ง นี้ ตามกฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2551 กำหนดให้คุ้มครองเงินฝากเต็ม 100% เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นจะกำหนดสัดส่วนลดลงตามลำดับไปจนกระทั่งไปสิ้น สุดการคุ้มครองเงินฝาก ในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่จะเหลือการคุ้มครองเงินฝากไม่เกินรายละ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน


อธิบายเพิ่มเติมเรื่อง พรบ.คุ้มครองเงินฝาก

ก่อนหน้านี้ การฝากเงินธนาคารเนี่ย เขาจะจ่ายผลตอบแทนเราเป็นดอกเบี้ยตายตัว
ส่วนธนาคารก็จะเอาเงินเราไปปล่อยกู้ หรือทำธุรกิจหากำไร ตามเรื่องตามราวของเขา
เราฝากเงินไปเท่าไหร่ก็ถอนคืนได้เท่านั้น..ถ้าธนาคาร มีปัญหาเดี๋ยวรัฐบาลก็จ่ายแทนให้

แต่ในปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว....เศรษฐกิจมันแปรปรวน รัฐจะค่อยๆเลิกอุ้มธนาคารครับ
ตามพรบ.ที่ออกมาก็คือ รัฐจะประกันให้แค่รายละ 1ล้านบาท ต่อหนึ่งธนาคารเท่านั้น

ส่วนที่เหลือคนฝากเงินต้องดูแลความเสี่ยงเอง...จับผล ัดจับผลู ธนาคารล้มขึ้นมาก็ตัวใครตัวมันครับ :D


ถ้ามีเงินไม่ถึงหนึ่งล้านบาท ฝากไว้ที่ธนาคารเดียวก็ถือว่าปลอดภัย
แต่ถ้ามีเงินสิบล้านบาท ก็แนะนำให้แบ่งไปฝากสิบธนาคาร ธนาคารละล้าน ก็ปลอดภัยเช่นกัน:cool:

มานี
28-10-2008, 02:55 PM
รอดตัวไป เพราะรวมเงินฝากทั้งสิ้น ไม่ถึง 3 หมื่น 55555++ :o

giorin
28-10-2008, 03:22 PM
"บัวหลวง" จ๊าก! ขาใหญ่สิงคโปร์เบี้ยวหนี้ 3.7 พันล. ยันไม่กระทบพอร์ตสินเชื่อ-เงินลงทุนในตปต.

"แบงก์กรุงเทพ" ร้องจ๊าก! โดนลูกค้าสินเชื่อขาใหญ่ในสิงคโปร์เบี้ยว 3.7 พันล. โบรกฯ ยืนยัน สถานการณ์ยังไม่เลวร้าย เพราะรัฐบาลยังค้ำประกัน หวั่นผลกระทบ "พอร์ตสินเชื่อ-เงินลงทุน" ในต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่นสูง 15-18% อาจเกิดความเสียหายจาก NPL หากวิกฤตการเงินไม่จบ


:cool: :cool: :cool:

windstruck_oil
28-10-2008, 04:18 PM
แล้วถ้าซื้อสลากออมสินไว้ จะได้เงินคืนเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือเปล่าคะเนี่ย :o

Labor3D
28-10-2008, 05:01 PM
ผมซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ไว้ครับ ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แค่หลักหมื่น ปกติมูลค่าหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้เช็คมาเป็นเดือนแล้ว เกิดมันลดฮวบฮาบละแย่เลย...:D

jew
28-10-2008, 05:28 PM
กองทุนทั้งหลายของผมลดไป 20% แล้วครับ

giorin
28-10-2008, 07:06 PM
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดใช้วิจารณญาณ
:D :D :D

Lemon_Icecream
28-10-2008, 08:10 PM
ถ้ามีเงินไม่ถึงหนึ่งล้านบาท ฝากไว้ที่ธนาคารเดียวก็ถือว่าปลอดภัย
แต่ถ้ามีเงินสิบล้านบาท ก็แนะนำให้แบ่งไปฝากสิบธนาคาร ธนาคารละล้าน ก็ปลอดภัยเช่นกัน:cool:

เคลียร์มากเลยครับ ขอบคุณครับ

คงต้องเก็บเงินไปทั้งชีวิต กว่าจะมีเงินฝากถึงล้านบาท :p

stone
28-10-2008, 10:52 PM
I though it should be fine even in the same bank but open multiple account which is not over 1 million each. please correct me if I'm wrong. Thanks

beachboy
29-10-2008, 07:31 AM
ข่าวเช้าวันนี้ :)

รัฐอัดฉีดเงินสู้เลิกจ้าง วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — นักวิชาการ จี้รัฐบาลเร่งลงทุนรับมือตกงานล้านคน กระจายเงิน-งานสู่ชนบท

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ปัญหาวิกฤตทางด้านการเงินของโลกยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ ดังนั้นในสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นศรษฐกิ จชุดใหม่ออกมา

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่นั้นจะเน้นการสร้างงา นและสร้างรายได้” รมว.คลัง กล่าว

แหล่งข่าวกระทรวงการคลังกล่าวว่า มาตรการใหม่มีทั้งอัดฉีดเงินงบประมาณลงไปในระบบ และการสนับสนุนการผลิต

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการก ระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า มีโอกาสที่จะมีคนว่างงานถึง 1 ล้านคน ตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประเมินไว้ หากเศรษฐกิจปีหน้าโตต่ำลงกว่า 3% ซึ่งถือเป็นการว่างงานที่ใกล้เคียงกับวิกฤตปี 2540

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งดูแลไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำด้วยการเร่ง ลงทุนในประเทศ โดยรัฐบาลต้องเป็นตัวขับเคลื่อน เร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ทดแทนการส่งออกที่ชะลอต ัวลง และเข้าไปดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อดูแลเศรษฐกิจในปีหน้าไม่ให้ต่ำกว่า 3%

นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในอนาคตตัวเลขการว่างงานอาจเพิ่มเป็น 2 ล้านคน รัฐบาลจึงควรเร่ง สร้างงานในท้องถิ่น ขุดลอกคูคลอง สร้างถนนหรือทางรถไฟ ขณะที่ภาคธุรกิจควรเปลี่ยนจากการเลิกจ้าง เป็นการต่อรองลดวันทำงานลง

น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การลดลงของภาคการส่งออก อาจทำให้เกิดปัญหาว่างงาน แต่ช่วงที่ผ่านมา ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจนผิดปกติ

beachboy
29-10-2008, 07:41 AM
เวียดนามตัดราคาส่งออกข้าวเหลือ 410-500 ดอลลาร์/ตัน

สมาคมอาหารเวียดนาม ประกาศปรับลดราคาขั้นต่ำ ที่ผู้ส่งออกสามารถขายข้าวให้แก่ลูกค้าต่างประเทศในว ันนี้ โดยปรับลดราคาลงเกือบ 25 % ขณะเผชิญแรงกดดันจากราคาตลาดโลกที่ดิ่งลง โดยราคาขั้นต่ำสำหรับข้าว 5 % ลดลง 23 % สู่ระดับ 500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนข้าว 25 % ลดลง 30 % สู่ 410 ดอลลาร์/ตัน ตามราคา FOB
คาดว่าการปรับลดราคาดังกล่าว จะสร้างแรงกดดันต่อไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งขณะนี้กำลังพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาด
เวียดนามเริ่มกำหนดราคาขั้นต่ำ สำหรับการส่งออกข้าวในเดือน มิ.ย. เพื่อป้องกันมิให้การร่วงลงของราคาข้าวในตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อชาวนาในประเทศ ซึ่งพากันปลูกข้าวในช่วงที่ราคากำลังพุ่งขึ้นก่อนหน้ านี้ ต่อมารัฐบาลปรับลดราคาขั้นต่ำลงทีละน้อย จากราคาเบื้องต้นที่ 800 ดอลลาร์/ตัน ขณะที่ราคาข้าวไทยร่วงแตะ 630 ดอลลาร์/ตัน จากระดับสูงสุดเหนือ 1,000 ดอลลาร์ เมื่อเดือนพ.ค.


เราขาย 630 ยังกระอักเลือด น้องเวียดมาดัมพ์ราคาเหลือไม่ถึง 500
เศรษฐกิจโลกกำลังแย่ ใครขายถูกกว่าย่อมได้เปรียบ.....ต่างฝ่ายต่างเอาตัวร อดกันแล้ว :o

beachboy
29-10-2008, 07:49 AM
กรุณางดเว้นความเห็นที่พาดพิงการเมืองนะครับ :)

ไทยรั้งที่2เจอภัยเสี่ยงการเมืองมากสุดเอเชีย วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ไทยรองแชมป์ประเทศมีความเสี่ยงทางการ เมือง-สังคมมากที่สุดในเอเชีย

บริษัท ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงและเศรษฐกิจ (เพิร์ก) สำนักงานในฮ่องกงเปิดเผยการจัดอันดับกลุ่มประเทศเอเช ียที่มีภาวะเสี่ยงทาง การเมือง และสังคม ปรากฏว่า อินเดีย มาเลเซีย และไทยติดกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดของทวีปประจำปี 2009

เพิร์กได้จัด อันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 ประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมือง และสังคมมากที่สุดในเอเชียรองจากอินเดีย โดยไทยมีคะแนนความเสี่ยงที่ 6.28 จุด จากคะแนนเต็ม 10 อันเป็นผลมาจากปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ที่จะยืดเยื้ อไปยังปีหน้า และยังจะส่งผลกระทบด้านลบต่อทุกสถาบันในประเทศ

สำหรับอินเดีย แชมป์ในปีนี้ มีคะแนนความเสี่ยงอยู่ที่ 6.87 ซึ่งเพิร์กระบุว่า อินเดียจะได้รับ ผลกระทบอย่างรุนแรงทางการ เมือง หากสถานการณ์ความไร้เสถียรภาพ และความปั่นป่วนในสังคมในประเทศปากีสถานเลวร้ายลง ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านอินเดีย

ขณะที่มาเลเซียซึ่งตามมาเป็นอันดับ 3 นั้น กำลังประสบปัญหาการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ซึ่งส่งผลกระทบก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างศาสนา และเชื่อชาติของประชาชนมาเลเซียมากขึ้น

“อินเดีย ประเทศไทย และมาเลเซีย เสี่ยงต่อปัญหาภายในมากกว่าปัจจัยจากวิกฤตเศรษฐกิจจา กภายนอก และยิ่งถ้าหากพายุเศรษฐกิจโลกพัดเข้ามาแล้ว สถานการณ์ในประเทศเหล่านี้จะยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม” โรเบิร์ต บรอดฟูต ผู้อำนวยการจัดการของเพิร์ก กล่าว

ทั้งนี้ เพิร์กได้จัดอันดับครั้งนี้ไว้ 16 ประเทศ โดยประเทศที่ได้คะแนนศูนย์ถือว่ามีความเสี่ยงทางการเ มือง และสังคมน้อยที่สุดซึ่งในปีนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ

giorin
29-10-2008, 08:35 AM
I though it should be fine even in the same bank but open multiple account which is not over 1 million each. please correct me if I'm wrong. Thanks

It's not correct.... one bank one account....
the point is not that... no body want the bank collapse... yep, the government should be protect 1 million bath...
But how long you can take out the money... Look for the part... "ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ"
It maked many people sick :cool: Normally, Could be more than 1 year if the government working very fast :cool: But don't forgot...This is thailand...

giorin
29-10-2008, 08:46 AM
ลูกจ้าง ตำหนิ นำเงินประกันสังคม ปล่อยกู้แก้หนี้ครู...
นายชัยสิทธิ์ สุขสมบูรณ์ ประธานสหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศไทย และ กรรมการประกันสังคม ฝ่ายลูกจ้าง ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เตรียมนำเงินจากกองทุนประกันสังคมแสนล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้ครูในอัตราดอกเบี้ยถูกใช้หนี้ว่า และคิดว่าเมื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการประกันสัง คม หรือ บอร์ด สปส. จะถูกตีกลับแน่นอน โดยเฉพาะบอร์ดฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้าง ต้องคัดค้าน เพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินเพื่อสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ซึ่งกฎหมายประกันสังคมไม่ได้เปิดช่องเอาไว้

ด้าน น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย หรือ คสรท. ระบุว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการนำเงินไปหาเสียง สร้างภาพให้ฝ่ายการเมือง ซึ่งครูส่วนใหญ่ต่างเป็นหัวคะแนนของพรรคการเมือง และไม่ใช่ผู้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม แต่เหตุใดกระทรวงแรงงาน จึงคิดที่จะนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือ ทั้งที่ขณะนี้สถานการณ์การเลิกจ้างคนงานทั่วประเทศอย ู่ในขั้นวิกฤติ ในอนาคตจะมีคนตกงานกว่าล้านคน กระทรวงแรงงานจะช่วยเหลืออย่างไร


แถมด้วย มหาอภิมหาเมกกะโปรเจค ที่ไปกู้ญี่ปุ่นมา...ทำไมก่อนหน้านี้ ไม่มีใครให้กู้ อยู่ดีๆญี่ปุ่นก็ให้กู้...
คราวนี้ไม่ใช่ลดเงิน usd คราวนี้จะต้องเงิน เยน เพราะเราจะเป็นหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น ในขณะที่เงิน usd จะลดค่าลงเรื่อยๆ...
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรามีเงินมากแค่ไหน ดอกเบี้ยเท่าไหร่ ปัญหาอยู่ที่มูลค่าของเงินเราลดลงมากเท่าไหร่กันต่าง หาก...
บางคนถามว่า ไม่ต้องกลัวเราผลิตแบงค์บาทเอง 555 เงินบาทไม่มีค่าในตลาดเงินตรา...เวลาไปซื้อของต่างปร ะเทศไม่มีใครรับเงินบาทหรอกนะครับ การผลิดเงินบาทต้องมีทองคำค้ำประกันถึงจะผลิตได้ ไม่เหมือนสหรัฐอเมริกาที่ไม่ต้องมีทองคำค้ำประกัน เค้าสามารถผลิตได้มากที่ต้องการ...
แต่...เงิน usd ไม่ได้มีค่าเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ :cool:

giorin
29-10-2008, 05:44 PM
วิกฤตเศรษฐกิจโลกทำอุตสาหกรรมเหล็กไทยเจ๊งหลายหมื่นล ้าน
นายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ประธานกรรมการ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นอดีตผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก ระบุว่า จากวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐ ที่เป็นผลจากปัญหาซับไพร์ม กระทบต่อภาคการก่อสร้างและเป็นลูกโซ่ให้ความต้องการใ ช้เหล็กในภาพรวมของโลกลดลง โดยราคาเหล็กที่เคยปรับขึ้นไปอยู่ในระดับ 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะนี้ลดมาเหลือประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเท่านั้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศต่างลำบ าก เพราะประสบภาวะขาดทุน จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าตัวเลขขาดทุนน่าจะสูงหล ายหมื่นล้านบาท ผลพวงจากโครงการก่อสร้างที่น้อยลง ทำให้ยอดขายเหล็กลดลงตามไป

สภาพคล่องดอลลาร์เหือดหายจากตลาดเงิน ธนาคารชาติอังกฤษคาดแบงก์ทั่วโลกสูญเงิน2.8ล้านล้านด อลล์
ธนาคารชาติของอังกฤษประเมินวิกฤติการเงินลกครั้งนี้ กระทบระบบสถาบันการเงินทั่วโลก คาดสูญเงินไปแล้วถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลเกิดให้ภาวะการเงินที่ตึงตัวอย่างหนัก โดยธนาคารทั้งเกาหลีใต้-นิวซีแลนด์ หันหน้าพึ่งพาเปิดหน้าต่างทำสว็อปกับธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อเสริมสภาพคล่องเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ล่าสุดไอเอ็มเอฟ ธนาคารโกล และสหภาพยุโรป ต้องร่วมมือโดดอุ้มฮังการีไว้
รายงานด้านสถานภาพทางการเงินช่วงครึ่งปีหลังของธนาคา รชาติอังกฤษ ระบุว่า วิกฤติการเงินโลกส่งผลให้ธนาคารและสถาบันการเงินทั่ว โลกสูญเงินไปแล้วกว่า 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 95 ล้านล้านบาท
พร้อมกับส่งคำเตือนว่า เจ้าของบ้านกว่า 1.2 ล้านราย ในอังกฤษ อาจต้องเผชิญกับปัญหามูลค่าบ้านต่ำกว่าหนี้สิน หากราคาบ้านและอสังหาริมทรัพย์ยังคงดิ่งลงอย่างต่อเน ื่อง

"รองฯโอฬาร" ตั้งกองทุนพยุงหุ้น :cool:
งบประมาณประจำปีนี้เกินดุลงบประมาณ แสนล้าน :cool:



กรรม...วันนี้ไม่มีข่าวดีเลย รัฐฯจะเอาเงินภาษีตั้งกองทุนพยุงหุ้นอีก...
ละเลงเงินกันเข้าไป ชั่วโมงนี้ต้องรู้จักพอเพียงได้แล้ว...
หนี้ไม่มีแทนที่จะรีบกลบหนี้ ดันส้ร้างหนี้ซะงั้น...
เอาภาษีประชาชนไป อุ้มคนเล่นหุ้น เยี่ยมครับ :D

giorin
29-10-2008, 06:24 PM
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I7123157/I7123157.html

เอาบทความดีๆมาฝาก
Subprime คืออะไร มันจะทำให้เศรษฐกิจโลกล่มสลายจริงเหรอ? (ภาคต้น)
คนเขียน...ทำให้เข้าใจได้ง่ายดี เก่งมาก น่านับถือ เป็นผู้ใจบุญเผยแพร่ความรู้โดยแท้...

มานี
29-10-2008, 06:34 PM
:homlai: :homlai: :homlai:

beachboy
29-10-2008, 07:01 PM
ย่อความได้ว่า

การละโมบ ซื้อของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ (ในที่นี้คืออสังหาริมทรัพย์)โดยหวังว่าจะขายต่อเอาก ำไรในอนาคต
พอไม่นานก็รู้ว่าตัวเองไม่มีปัญญาผ่อน ต้องปล่อยให้โดนยึดไป

นักธุรกิจก็ซวย ลูกค้าหาย ไม่มีเงินมาทำโครงการให้เสร็จ เป็นหนี้หัวโต

ธนาคารก็ซวยไปด้วย...ไม่รู้จะยึดเอาบ้าน เอาตึกเน่าๆ ที่สร้างไม่เสร็จมาทำอะไร

คนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวก็พลอยซวยไปด้วย ธนาคารดันเอาเงินฝากดีๆไปปล่อยกู้ กับเโครงการเน่าๆ

รัฐบาลยังต้องเอาเงินภาษีมาช่วยอุดไม่ให้ธนาคารล้มอี ก....ยิ่งพากันเน่าทั้งระบบ:)

giorin
29-10-2008, 08:16 PM
เสริม beachboy....

ปัญหาไม่ได้จบแค่เรื่อง Subprime เท่านั้น...
ปัญหาคือเกิดอาการหลุดดำทางการเงินที่พร้อมจะดูดเงิน usd ลงไปเรื่อยๆ
มาถึงตรงนี้เรียกได้ว่า ไอ้กัน เข้าตาจนมากๆ ถึงกับ ผลิตเงิน usd เพื่อเอามาถมเม็ดเงินที่เสียหาย...
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผลกระทบกระจายตัวไปยุโรป ญี่ปุ่น ตอนนี้ธนาคารเกาหลีเกือบทั้งหมด กำลังพึ่งชะตากรรมกับสหรัฐ...
เพราะเงิน usd ไอ้กันสามารผลิดได้มากเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องอ้างอิ งกับอะไรเลย ไม่ว่าจะทองคำ หรือเงินสกุลอื่นๆ
ทำให้เกิดเงิน usd มากเกินไป ถามว่าทำ...ทำไม...เรียกว่าไม้ตาย ทั่วโลกตาย ยังไงซะที่ สหรัฐ ก็ต้องใช้เงิน usd อยู่ดี...
เข้าใจหรือยังเอ๋ย...ใครตายข้าไม่สนแล้วโว้ย...:D :D :D

stone
29-10-2008, 10:56 PM
It's not correct.... one bank one account....
the point is not that... no body want the bank collapse... yep, the government should be protect 1 million bath...
But how long you can take out the money... Look for the part... "ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ"
It maked many people sick :cool: Normally, Could be more than 1 year if the government working very fast :cool: But don't forgot...This is thailand...

Thanks for clarification. really appreciate this

beachboy
30-10-2008, 08:04 AM
ข่าวไทยรัฐเช้าวันนี้

ออเดอร์ส่งออกปักหัวลง 40% รับมือวิธีรัดเข็มขัด คลาสสิกงดโอที-หั่นโบนัส [30 ต.ค. 51 - 04:12]

นาย สมมาต ขุนเศษฐ รองเลขาธิการงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชนมีความกังวลกับผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ไทยค่อนข้างมากเพราะมี ทั้งปัจจัยภายนอกคือปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่จะทำให้การส่งออกไทยลดลง และปัจจัยการเมืองภายในที่จะผสมโรงให้เศรษฐกิจไทยแย่ ไปกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทยคือจะทำอย่างไรให้ปัญหาการ เมืองยุติโดยเร่งด่วน หากปัญหาการเมืองไม่ยุติโดยเร็วและยืดเยื้อเช่นปัจจุ บัน ในปี 2552 ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายกว่าปี 2540

“สาเหตุสำคัญคือปัญหาการเมือง ส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การเมืองเป็น หลักมากกว่าจะยึดผล ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของชาติ และมาตรการที่ออกมาดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่ไปในท ิศทางที่สอดคล้องและนำ ไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง โดยการส่งออกไตรมาส 4 ปีนี้จากการสอบถามสมาชิกคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ลดลงแล้วเฉลี่ย 15-20% ผู้ประกอบการต้องแก้สถานการณ์ด้วยการไม่มีการทำงานล่ วงเวลา (โอที) ลดรอบการทำงานลง และในสิ้นปีนี้คงยากที่จะเห็นการจ่ายโบนัส หรือหากจ่ายก็คงจะลดลงโดยเฉลี่ยกว่าปีที่แล้วในหลายๆ กิจการ”

ขณะที่ไตรมาส 1 ของปี 2552 ออเดอร์ ส่งออกมีแนวโน้มจะลดลง 30-40% ซึ่งจะส่งผลให้กระทบที่อาจต้องปลดแรงงานประมาณ 1 ล้านคน แต่หากตลอดปีหน้า ปัญหาการเมืองของไทยยังไม่ยุติและไม่สามารถดูแลปัญหา ด้านเศรษฐกิจได้ดีเท่า ที่ควร ก็มีแนวโน้มอาจมีการปลดคนงานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ทั้งแรงงานเก่าและแรงงานจบใหม่ อย่างไรก็ตามถือว่าโชคดีที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในระ ดับ 33-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ยังพอให้ส่งออกได้ “ปีหน้าผู้ประกอบการจะผลิตขายใคร แถมไทยยังมีปัญหา 3 จังหวัดใต้ ปัญหากัมพูชามาซ้ำเติม จึงมั่นใจว่าวิกฤติปี 2552 อาจจะรุนแรงกว่าปี 2540”

นายสมมาตกล่าวว่า รัฐบาลควรจะต้องมีมาตรการออกมาแบบเร่งด่วน ในการฟื้นสภาพคล่องของเอกชนและแรงซื้อของประชาชนด้วย การ 1. ดูแลค่าบาทให้มีเสถียรภาพแข่งขันได้ 2. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 3. ลดภาษีรายได้นิติบุคคลลงจากปัจจุบัน 30% ลงมาเหลือ 20% 4. เร่งตั้งกองทุน 50,000 ล้านบาท หรือปล่อยกู้ผ่านธนาคารของรัฐบาลเพื่อช่วยธุรกิจวิสา หกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี)

สำหรับมาตรการต่างๆในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สามารถอัดฉีดไปสู่รากหญ้าได้อย่างแท้จริง ส่วนการไปโรดโชว์ดึงการลงทุนและการหาตลาดส่งออกนั้นพ บว่าฝ่ายราชการต่างฝ่าย ต่างก็ทำงานกันเอง เจ้าหน้าที่รัฐพากันไปแบบไม่จำกัดจำนวน แต่จัดสรรให้ภาคเอกชนร่วมคณะไปเพียงครั้งละ 1-2 คนเท่านั้น

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในปีหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมอันดับต้นๆที่น่าห่วงคืออุตสาหกรรมส่ งออก ที่อาจจะมีการลดคนงาน เช่น ยานยนต์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เซรามิก สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกล เพราะจนถึงขณะนี้ ออเดอร์ในไตรมาสแรกของปีหน้าก็ยังไม่มีเข้ามา ต่างจากปกติที่ออเดอร์จะทยอยเข้ามาใน 3 เดือนสุดท้ายของปี เพื่อเริ่มผลิตป้อนสินค้าส่งมอบให้ลูกค้าในไตรมาสแรก ของปีหน้า ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆรายไม่กล้าขยับตัวลงทุนหรือขย ายกิจการ คาดว่าเบื้องต้นความเสียหายอาจมีมูลค่าเกิน 100,000 ล้านบาทแล้วในขณะนี้ “สิ่งที่น่าห่วงคือสินค้าเกษตรของไทย เช่นยางพารา ที่มีราคาตกต่ำต่อเนื่อง หรือกรณีของปาล์มน้ำมัน ที่ ส.อ.ท.ต้อง การให้รัฐบาลมีความชัดเจนว่า ยังเดินหน้าสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกต่อไปเพื่อผลิ ตเป็นไบโอดีเซลหรือไม่ ในสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มลดลง เพราะคนจะหันไปใช้น้ำมันแทนพลังงานทดแทนมากขึ้น”

ด้านนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการตาม 6 มาตรการให้เกิดผลอย่างจริงจัง เพื่อช่วยประคับ ประคองให้เศรษฐกิจในปีหน้าให้ขยายตัวอย่างน้อย 4% เป็นการช่วยให้คนไทยไม่ตกงานเพิ่ม เพราะหากเศรษฐกิจขยายตัวลดลง 1% จะทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น 400,000 คน แต่หากไม่มีมาตรการใดออกมาเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 52 จะขยายตัวได้เพียง 3% นั่นหมายความว่าจะมีคนตกงานมากถึง 600,000-1 ล้านคน “หากเราสามารถดำเนินตามมาตรการทั้ง 6 ข้อให้ได้อย่างน้อย 80% ก็จะประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างน้อย 4% ก็จะทำให้คนมีงานทำเพิ่มขึ้นอีก 400,000 คน หากทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 5% ก็มีคนมีงานทำเพิ่มขึ้น 800,000 คน แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 3% ก็จะมีคนตกงานแน่นอน”.


รักษาตัวกันดีๆ ยังพอมีเวลา เร่งสะสมบุญกันไว้เยอะๆครับ

beachboy
30-10-2008, 08:17 AM
จากไทยรัฐเช่นกันครับ
รัฐขาดดุลอีกแสนล้านอุ้มรากหญ้า [30 ต.ค. 51 - 04:13]

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (29 ต.ค.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการการบูรณาการกอง ทุนหมู่บ้านและชุมชน เมืองแห่งชาติ โครงการโอทอปและโครงการเอสเอ็มแอล ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมรับฟังราว 200 คน และถ่ายทอดผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าราชก ารทั่วประเทศ พร้อมมอบนโยบายว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทั้ง 3 โครงการต่อเนื่องโดยเฉพาะการเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู ่บ้านอีกหมู่บ้านละ 500,000-1 ล้านบาท จากที่ได้รับอยู่แล้วหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท โดยการพิจารณาเพิ่มทุนให้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนห มู่บ้าน

นอกจากนี้ จะรื้อฟื้นตำแหน่งผู้แทนทางการค้าหรือทีทีอาร์ เข้ามาช่วยขายสินค้าโอทอปและสินค้าเกษตรให้ประเทศต่า งๆแทนชาวบ้าน พร้อมสนับสนุนให้จัดงานโอทอปซิตี้ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้และให้นำสินค้าโอทอปไปจัดแสดงในระหว่างที่มีก ารประชุมผู้นำอาเซียน บวก 3 (ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้และจีน) ที่ จ.เชียงใหม่ ในเดือน ธ.ค. รวมทั้งให้หน่วยราชการนำสินค้าโอทอปเป็นของขวัญของที ่ระลึกในกรณีที่มีการ เดินทางไปเยือนต่างประเทศด้วย

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง กล่าวว่า กองทุนหมู่บ้านฯ ถือเป็นสถาบันการเงินขนาดเล็ก ที่จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อขยายวงเงินสินเชื่อเ ช่นเดียวกับสถาบันการ เงินทั่วไป เพื่อให้มีเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่ อเนื่อง ซึ่งกองทุนหมู่บ้านที่ได้รับเงินไปก่อนหน้านี้หมู่บ้ านละ 1 ล้านบาท รวมกว่า 70,000 หมู่บ้าน คิดเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านบาทนั้น ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็น 130,000 ล้านบาทแล้ว ส่วนโอทอปและเอสเอ็มแอลสามารถที่จะขยายงบประมาณเพิ่ม เติมได้ หากโครงการมีประสิทธิภาพและมีการจัดการที่ดี

“รัฐบาลจะจัดทำการขาดดุลงบปี 52 เพิ่มอีก 100,000 ล้านบาท จากที่ขาดดุล 249,000 ล้านบาท หรือประมาณ 2.4% เพื่อนำไปดูแลเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากการส่งออก การบริโภคภายในประเทศที่ลดลงและการลงทุนภาคเอกชน โดยจัดทำเป็นงบประมาณกลางปี เนื่องจากเห็นว่ายังมีช่องว่างที่จะเพิ่มการขาดดุลได ้อีกจากที่กฎหมายกำหนด ไว้ โดยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจะมาจากการกู้เงินในปร ะเทศ เพราะปัจจุบันยังมีสภาพคล่องเหลืออยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท แต่เอกชนไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ”

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปีงบประมาณ 51 รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณ โดยขาดดุลเงินสดเพียง 80,000 ล้านบาทเท่านั้น จากที่ตั้งเป้าหมายให้ขาดดุลเงินสดทั้งสิ้น 300,000 ล้านบาท แต่สามารถจัดเก็บรายได้มากกว่าเป้าหมายถึง 50,000 ล้านบาท แต่สิ่งสำคัญคือเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้นต้องนำไปใช้ ในโครงการที่สามารถนำ เงินเข้าถึงมือประชาชนได้เร็วที่สุด เช่น โครงการเอสเอ็มแอล โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง หรือโครงการโอทอป.


การปล่อยให้มีเงินหมุนเพิ่มในระบบเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องอยู่ที่รัฐบาลจัดการได้รอบคอบแค่ไหน
จ่ายไปแล้วเป็นการซื้อทรัพย์สิน มีผลตอบแทนกลับมา หรือว่าจ่ายไปเท่าไหร่ก็จมหายหมด ?

ลองถามตัวเองดูว่า ถ้ามีเงินติดกระเป๋าอยู่ก้อนหนึ่ง
คุณจะเลือกประหยัดเพื่อเก็บไว้กินนานๆ หรือจะเอาไปลงทุน(ที่มีความเสี่ยง) ?

สถาบันการเงินเอกชนยังเจ๊ง....แล้วรัฐบาลจะใช้เงินแส นกว่าล้าน ให้รอบคอบมากกว่าเอกชนได้รึเปล่า ก็ลุ้นดู:rolleyes:

beachboy
30-10-2008, 09:05 AM
ข่าวนี้เกี่ยวกับวงการเราโดยตรงครับ.............เช้ านี้มีแต่ข่าวร้าย:o

แบงก์ดับฝันคนซื้อบ้าน ยอดกู้ไม่ผ่านพุ่งเกินครึ่ง วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — ดับฝันคนซื้อบ้าน ยอดกู้บ้านไม่ผ่านพุ่ง 50% คลังโยนหินขยายเวลาเช่าที่ดิน

นายธำรงค์ ปัญญาสกุลวงศ์ อุปนายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดปฏิเสธเงินกู้เพื่อซื้อบ้านในระดับราคา 2-5 ล้านบาท ได้เพิ่มสูงขึ้นจาก 20-30% ในช่วงที่ผ่านมาเป็น 50% หลังจากธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื ่อลดความเสี่ยงในภาวะ ที่เศรษฐกิจชะลอตัว

ทั้งนี้ ธนาคารได้เพิ่มเงื่อนไขการปล่อยกู้ทั้งสินเชื่อรายย่ อยและโครงการมากขึ้น เช่น บางธนาคารเพิ่มฐานรายได้จาก 1 หมื่นบาท เป็น 1.5 หมื่นบาท ไม่ปล่อยกู้คอนโดมิเนียม วิลล่า บ้านตากอากาศ ราคาแพงที่จับกลุ่มคนต่างชาติ ในขณะที่ ผู้ประกอบธุรกิจคอนโดมิเนียมต้องมียอดจองมากกว่า 50% จึงจะปล่อยกู้ให้พัฒนาโครงการ

ปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เด ือดร้อนมาก จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยหาช่องทางให้ธนาคารมีความ มั่นใจและปล่อยกู้ง่ายขึ้น โดยการลดดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ความเห็นว่า ยอดปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นเป็น 50% อาจจะเป็นเฉพาะบางโครงการ ไม่ใช่ตัวเลขทั้งระบบ

ด้านนายสมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมายอดขายของบริษัทลดลงประมาณ 30% หลังธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

beachboy
30-10-2008, 05:30 PM
แรงงานพร้อมรับมือคนเตะฝุ่น วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 16:32

รมว.แรงงานพร้อม รับมือปัญหาคนว่างงาน เผยสปส.เตรียมออกกฏกระทรวงลดจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ช่วยเหลือลูกจ้าง และนายจ้างลดภาระค่าใช้จ่าย

นาง อุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใด ที่บ่งบอกถึงการเลิกจ้างแรงงาน ตามที่หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์ โดยกระทรวงได้เตรียมมาตรการ พร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว เช่น การเตรียมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อพัฒนาคนให้ตรงกับที่ตลาดต้องการ กรมการจัดหางาน จัดหางานไว้รองรับแรงงาน ซึ่งขณะนี้ยังขาดแคลนแรงงานมากถึง 120,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตรียมออกกฎกระทรวงลดการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ทั้งนายจ้าง และลูกจ้างเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและคืนเงินเข้าสู่ระ บบเศรษฐกิจ

" อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเลิกสร้างความตระห นก เกี่ยวกับตัวเลขคนว่างงานนับล้านคน ที่มากเกินเหตุ แต่ขอให้ทุกกิจการมุ่งใช้แรงงานคนไทย และผู้ใช้แรงงานก็ไม่ควรเลือกงานเพื่อรับมือกับปัญหา ที่เป็นวิกฤตของโลก" รมว.แรงงาน กล่าว

สำหรับแนวคิดนักวิชาการที่เสนอให้ตั้ง ธนาคารแรงงาน เพื่อปล่อยสินเชื่อให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ว่างงานนั้น รมว.แรงงาน กล่าวว่า ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับกรณีการให้สินเชื่อแก่ข้าราชการ ซึ่งยังต้องใช้พันธบัตรัฐบาลค้ำประกัน

สงสัย ผมก็เข้าข่ายสร้างความตื่นตระหนกด้วยนะเนี่ย :p :p

แต่ไม่ค่อยเข้าใจ แนวคิดการ"ปล่อยสินเชื่อให้คนว่างงาน" เอ่อ..นี่มันก้เข้าข่ายซับไพรม์นะครับเนี่ย:o
รู้ว่าเขาไม่มีรายได้ ยังจะส่งเสริมให้เขาสร้างหนี้อีก

โบราณเขาว่า สอนวิธีจับปลา ดีกว่าจับปลามาป้อนใส่ปากอยู่ร่ำไป ไม่ใช่เหรอ

beachboy
30-10-2008, 05:49 PM
แหม่..มากล่าวหาว่าเราสร้างความตื่นตระหนก:cool:

สิ่งที่ควรคิด ควรทำก่อนก็คือ "วันนี้ เราจะเริ่มเตรียมตัวรับมือกับมันยังไง"
ไม่ใช่ไปคิดว่า "เมื่อถึงวันนั้นแล้วเราจะทำยังไงกันดี"

รู้ล่วงหน้าว่าซึนามิจะเข้า แทนที่จะรีบสร้างเขื่อน รีบอพยพไปที่ปลอดภัย
นี่ พี่แกเล่นคุยกันเรื่อง เตรียมยาฉีดป้องกันศพเน่าซะแล้ว ....advance เกินไปไหมเนี่ย :D :D

layer
30-10-2008, 05:59 PM
ที่อ่านมา มันก็น่าเครียดครับ เอก เป็นภาพรวม ที่เสียวสันหลัง ตอนนี้ ได้ข่าวว่า บางออฟฟิส เริ่ม ปลด กันยกทีม แล้วครับ เล่นพวกเงินเดือน สูง ๆ ก่อนเลย

asadayut
30-10-2008, 06:07 PM
:homsick: :homsick: :homsick: เพิ่งกลับเข้ามาทำงานประจำ บรรยากาศร้อนๆหนาวๆเหมือนกัน

layer
30-10-2008, 06:14 PM
ปีหน้า คนคงเข้า กลับไปทำงานประจำกันมากขึ้น งานน้อยลง ราคานี่ไม่ต้องพูดถึง ครับ ที่จะพยุง ตัวได้ ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็น งาน พวก interior เพราะจำได้ ช่วงปี 40 งาน interiorก็ยังพอไปได้เรื่อยๆ แต่คง ฟาดฟันกันหน้าดู

beachboy
30-10-2008, 06:15 PM
ที่อ่านมา มันก็น่าเครียดครับ เอก

ผมก็แค่ยกกล้องส่อง แล้วช่วยรายงานว่าคลื่นซึนามิมันขยับมาถึงไหนแล้ว
ส่วนวิธีป้องกัน หรือวิธีเอาตัวรอด ก็คงต้องดิ้นรนกันเองนะครับ เพราะผมก็ต้องเอาตัวเองให้รอดเหมือนกัน :p

หรือหากใครที่ถอดใจ ก็โทรไปจองศาลาวัดซะให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องต่อคิวยาวในตอนนั้น:o

layer
30-10-2008, 06:26 PM
ตอนนี้ ผมก็หัดทำ แซนวิซ เตรียมไว้แล้วครับ เริ่มจาก ทำ กินเองก่อน ต่อไป ว่าจะไปให้ ข้างบ้าน คือ ครอบครัวพี่นัท กินบ้าน ว่าพอใช้ได้ไหม ว่าจะเปิดร้าน ขาย เริ่มดูๆ ที่ไว้แล้ว

พี่ต้อมเคย แนะนำ ว่า ให้ไปเปิดร้าน เบเกอรี่ แต่ต้นทุน สูงไป อุปกรณ์ ก็แพง เอาแบบง่ายๆ ไปก่อนครับ



นี่คือแผน บี

seeman
30-10-2008, 06:36 PM
โชคยังดีที่ไม่มีหนี้ เกือบไปแล้ววว :homsick: :homsick:

ไม่กล้าใช้เงินมั่วๆ แล้วครับ :o

giorin
30-10-2008, 06:38 PM
ในวิกฤตมักจะมีโอกาสเสมอ...แต่ต้องดูทิศทางลม หูตาต้องกว้างไกล มองเกมส์ให้ขาด...
ตอนนี้เป็นยุคของเงินเย็น คนมีเงินเย็นๆนอนแช่แบงค์ไว้ได้ดอกเบี้ย 0.1% แบบผม(แบงค์ที่สิงคโปร์มันให้ดอกเบี้ยน่าเตะจริงๆ:D )
ตอนนี้เล็งๆว่าจะรอทองลดลงต่ำกว่า 650 เหรียญจะไปแย่งต่อคิวซื้อทองแท่งกับชาวบ้านที่เยาวรา ชบ้าง...
ส่วนเพชรตอนนี้ก็เล็งๆว่าจะเอา ทิฟฟานี่แอนท์โค มาขายแลกทอง ท่าจะดีกว่า...
ตลาดจิวเวอร์รี่ตกต่ำสุดขีด หันไปทางไหนคงมีทางอยู่ไม่กี่ทาง...เล่นอัตราแลกเปลี ่ยน กับ ทอง น่าจะพอเพิ่มเงินได้บ้าง...
ย้ำครับๆ ในวิกฤตมักมีโอกาสเสมอ ขอแค่อย่ายอมแพ้ รู้จักพอเพียง คนเราเกิดมาก็ตัวเปล่า จะเอาอะไรกันนักหนา เงินทองของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ครับ ขอแค่รู้จักลุกขึ้นแค่นั้นเอง... :D :D :D

beachboy
30-10-2008, 06:46 PM
นี่คือแผน บี

ผมว่าไม่เวิร์กหรอกพี่

กว่าจะถึงวันที่พี่ไปตั้งแผงขายแซนวิชเนี่ย....น้องๆ แถวนี้ คงขายกันจนยึดตลาดแซนวิชหมดแล้ว
พี่ต้องใช้วิธี เทกโอเว่อร์แผงครับ ไม่ต้องทำเอง:D :D

giorin
30-10-2008, 06:53 PM
"เฟด" ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลงตามคาด 0.5% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ตอนนี้เหลือแค่ 1.5%
มีคนบอกว่าถ้าเหลือ 0% ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เอ้ออออออ
เกาหลีใต้ประกาศค้ำาประกันเงินตราต่างประเทศทุกชนิด อันนี้ไม้ตาย แต่ถ้า us เดี้ยงจะทำไงเนี้ย รัฐบาลเกาเหลีจะมีปัญญาเอาเงินไปคืนเหรอ :rolleyes:
ตอนนี้คือพี่ไทยเราโดนศึกนอกศึกใน แถมยังไม่ได้ตั้งใจแก้ไขจริงจัง ภาคเอกชนประกาศไม่พึ่งพารัฐบาล
ใครจะแก้ไขได้ดีกว่าตัวเราเอง อย่าหวังพึ่งคนอื่นเลย...ในเมื่อใครๆก็แย่เหมือนกัน :D

giorin
30-10-2008, 06:56 PM
http://www.kitco.com/

เอามาฝาก...เวปข้อมูลการลงทุน
ปล.การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุน :D :D :D

beachboy
31-10-2008, 07:38 AM
สร้างความตื่นตระหนกกันต่อ กับข่าวเศรษฐกิจเช้าวันนี้ :D

ปีหน้า‘เผาจริง’ บ้านทิ้งดาวน์พุ่ง วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — วิกฤตปี ’40 หลอนตลาดอสังหาฯ ธนาคารเข้มกู้-ผู้บริโภคกลัวตกงาน ทำยอดบ้านทิ้งดาวน์ส่อแววพุ่ง

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 14 บริษัท เริ่มเห็นสัญญาณที่ไม่ดีมา 2 ไตรมาสต่อเนื่องกัน โดยจากมียอดขายมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท/ไตรมาส แต่ในไตรมาส 2 ปี 2551 พบว่ายอดขายตกลงเหลือ 2.8 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 เนื่องจากเศรษฐกิจ ทั้งในและต่างประเทศมีปัญหา ทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจและไม่ตัดสินใจซื้อ

นอกจากนี้ ในส่วนของสินค้าที่รอรับรู้รายได้ถึงไตรมาส 2 ที่มีจำนวนรวมกัน 9.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียม 78% หรือประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท เริ่มกังวลว่า จะสามารถถูกโอนเป็นรายได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ เนื่องจากธนาคารเข้มงวดกับการปล่อยกู้ ทำให้ยอดขอสินเชื่อถูกปฏิเสธสูงขึ้น ขณะที่นักเก็งกำไรและนักลงทุนจะเริ่มไม่โอนที่อยู่อา ศัยที่ซื้อไว้ เพราะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหมายไว้

“ในปีหน้าจะน่ากลัว ทั้งเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กลัวตกงาน และสภาพคล่องที่ตึงตัว ผู้ประกอบการจะต้องหาแหล่งเงินทุนระยะยาวเก็บไว้ให้ไ ด้มากที่สุด จึงเริ่มเห็นการเบิกเงินกู้โครงการที่ธนาคารอนุมัติม าเก็บไว้ แล้วยอมจ่ายดอกเบี้ย เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองในอนาคต เพราะต้องมีทุนสำรองอย่างน้อยให้รอดใน 2 ปีข้างหน้า ถึงจะปลอดภัย” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

นายกิตติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮาริสัน กล่าวว่า โครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่ และจะแล้วเสร็จใน 1-2 ปี จะมีปัญหาแน่นอน โดยโครงการที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูงคือ โครงการที่จะเสร็จในปีหน้า เพราะแม้ว่าหลายโครงการจะขายดี แต่จะมีปัญหาในการโอน เนื่องจากธนาคารคุมสินเชื่อ และผู้บริโภคที่กลัวตกงานหรือรายได้ลดน้อยลงจะไม่โอน บ้าน ทำให้ยอดบ้านทิ้งดาวน์มีแนวโน้มมากขึ้น

ด้านนายสัมมา คีตสิน ผอ.ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า จากการสำรวจโครงการคอนโด มิเนียม แนวรถไฟฟ้าทั้งเส้นทางที่เปิดให้บริการแล้ว และที่จะเปิดบริการในอนาคตรวม 8 เส้นทาง พบว่า มีโครงการรวม 175 โครงการ มีจำนวนหน่วยที่เสนอขายรวม 6.6 หมื่นหน่วย ขายได้แล้ว 69% หรือ 4.5 หมื่นหน่วย เหลือขายอีก 2 หมื่นหน่วย โดยทำเลรัชดาฯ-ลาดพร้าวมีมากที่สุด 1.3 หมื่นหน่วย จาก 36 โครงการ ทั้งยังเป็นทำเลที่มียอดขายสูงสุด 9,142 หน่วย และยังมีคอนโดมิเนียมที่เหลือขายสูงสุดด้วย

giorin
31-10-2008, 09:45 AM
ยังไงอสังหาฯต้องโดนเป็นอันดับแรกๆอยู่แล้ว เพียงแต่คราวนี้ปัญหาคือว่า...เราจะเจอกับอะไรและจะร ับมือมันอย่างไร...
เพราะคราวนี้ไม่เหมือนปี 40 ที่เป็นการปะทะกับไทยและอัตราแลกเงินอย่างเดียว...
แต่ปัญหาคราวนี้ซับซ้อนกว่ามาก และยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง แก้ไขอย่างไร...

giorin
31-10-2008, 09:56 AM
จีดีพีสหรัฐวูบทุบน้ำมัน NYMEX ร่วงหลุด 65 ดอลล์เช้านี้
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐร่วงลงต่อเนื่องหลุดร ะดับ 65 ดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐทำให้เกิดความ วิตกเกี่ยวกับความต้องการใช้น้ำมัน

ณ เวลา 07.47 น.ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนธ.ค.ที่ตลาด NYMEX ร่วงลง 1.01 ดอลลาร์ มาที่ 64.95 ดอลลาร์/บาร์เรลในการซื้อขายผ่านระบบอิเล็คทรอนิค Globex หลังจากปิดวานนี้ดิ่งลง 1.54 ดอลลาร์หรือ 2.28 % มาที่ 65.96 ดอลลาร์/บาร์เรล

น้ำมันเบนซินที่ตลาด NYMEX นำการร่วงลงของผลิตภัณฑ์น้ำมันเมื่อวานนี้หลังจากที่ เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนตัวลง 0.3 % เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นการหดตัวลงที่รุนแรงที่สุดของสหรัฐในรอบ 7 ปี

สหรัฐปรับลดอุปสงค์น้ำมันในประเทศในเดือนส.ค.ลง 4.8 % จากประมาณการในขั้นต้นที่ 20.242 ล้านบาร์เรล/วัน และอยู่ต่ำกว่าอุปสงค์ของปีก่อนที่ 21.035 ล้านบาร์เรล/วัน อยู่ 8.4 %

ราคาน้ำมันร่วงลงมากกว่าครึ่งหลังจากพุ่งขึ้นทำสถิติ สูงสุดตลอดกาลที่ 147.27 ดอลลาร์ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา และเฉพาะในเดือนต.ค.เพียงเดือนเดียว ราคาปรับตัวลงไปแล้ว 30 % ซึ่งจะทำให้เดือนต.ค.มีแนวโน้มที่จะทำสถิติราคาน้ำมั นลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เทมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจยังคงส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในสหร ัฐและประเทศผู้บริโภครายใหญ่อื่นๆ

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากการที่สมาชิกโอเปกเปิดเผย ว่า พวกเขาอาจลดกำลังการผลิตอีกครั้งเพื่อพยุงราคา

นายราฟาเอล รามิเรซ รมว.น้ำมันเวเนซุเอลาเปิดเผยวานนี้ว่า โอเปกควรลดการผลิตลง 1 ล้านบาร์เรล/วัน โดยอาจจะลดก่อนการประชุมครั้งถัดไปที่กำหนดไว้ในเดือ นธ.ค. และควรกำหนดเป้าหมายราคาขั้นต่ำที่ 70 หรือ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

ด้านบริษัทน้ำมันของรัฐบาลไนจีเรียเปิดเผยในแถลงการณ ์ว่า จะลดปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบลง 5 % ในเดือนพ.ย.และธ.ค. จากการตัดสินใจของโอเปกในการลดการผลิตในสัปดาห์ที่ผ่ านมา


น้ำมันดิบลงมาต่ำกว่า 50% ของสถิติสูงสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม...
แล้วทำไม ปตท. ไม่ลดน้ำมันลงมา 50% บ้างหนอ :D
นี่ไม่นับรวมรัฐบาลอุดหนุนน้ำมันอีกนะเนี้ย เอ้อ...ธรรมาภิบาลนี้หายากในเมืองไทยจริงๆ
ความโลภเป็นหนทางแห่งหายนะ :D
มันก็ทำให้เงินไทยยังเฟ้ออยู่มาก การแก้ไขปัญหาต่างๆจะทำได้ยากขึ้น ธนาคารจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตู้นเศรษฐกิจ
ก็ทำไม่ได้เพราะเงินยังเฟ้ออยู่มาก การจัดการปัญหากลับเป็นการละเลงเงินให้ลูกหนี้ชั้นแย ่ที่สุดระบบ
สงสัยได้เห็น ซัพพลาย ภาค 2 แน่นอนเวอร์ชั่นภาษาไทย :D

beachboy
31-10-2008, 10:24 AM
สำหรับ บางคนที่สงสัยว่า ในสภาวะแบบนี้การอุ้มคนรวย หรืออุ้มคนจนอะไรจะดีกว่ากัน
ให้ลองคิดอย่างงี้ครับ

สมมติ โรงงานแห่งหนึ่งกำลังจะเจ๊ง
ระหว่างเจ้าของโรงงานหนึ่งคน กับคนงานร้อยคน รัฐควรจะเอาเงินไปโปะให้ใคร :rolleyes:

เจ้าของโรงงานขอกู้หนึ่งล้านบาท เพื่อไปพยุงโรงงานให้ไปต่อได้
หรือว่าปล่อยให้โรงงานเจ๊งไป แล้วแบ่งให้คนงานกู้คนละหนึ่งหมื่นบาท เพื่อเอาไว้เลี้ยงชีพเมื่อตกงาน

ต้องอย่าลืมว่ามันคือหนี้นะครับ ไม่ใช่การให้เปล่า
ก็ต้องประเมินดูว่า ให้โปะเงินให้ฝ่ายไหนแล้วเกิดดอกผล มีโอกาสได้เงินก้อนนี้กลับคืน...ให้ใครแล้วจมหาย เป็นหนี้เสียเปล่าประโยชน์

แต่ละกรณี มันก็เลยมีคำตอบต่างกันไป:)

beachboy
02-11-2008, 08:36 AM
อย่าตื่นตระหนก
ใช้เวลาที่ยังพอมี วางแผนรับเตรียมมือกับมันดีกว่าครับ :)

ระบุปีหน้าอสังหาฯ ถูกแช่แข็งเหตุเศรษฐกิจโลกฉุด

อารี ยา พรอพเพอร์ตี้ชี้อสังหาฯ ปีหน้าถูกแช่แข็ง หลังเศรษฐกิจโลกผกผันฉุดยอดขายบ้าน-คอนโดดิ่ง แต่ยันปีนี้พลิกกำไรจากขาดทุนปีที่แล้ว 78 ล้านบาท ส่วนรายได้ประมาณ 2 พันล้านบาท เหตุมียอดขายรอโอน 4,000-5,000 พันล้านบาท

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายวิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 น่าจะชะลอตัว จากเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนและจะกระทบต่อธุรกิจ เรียลเซคเตอร์ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะผู้บริโภคอาจจะชะลอการตัดสินใจทำให้ปิดยอดขายบ้ านและคอนโดได้ยากขึ้น

แม้สถานการณ์วิกฤติการเงินโลกจะส่งผล ให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อลูก ค้ารายย่อยที่ซื้อที่ อยู่อาศัย แต่เชื่อว่าสถาบันการเงินจะก็พร้อมที่จะตั้งรับและเพ ิ่มความระมัดระวังเป็น พิเศษ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าลูกค้าที่ผ่อนดาวน์ไปได้ระยะหนึ่งอาจจะได้ร ับผลกระทบคือกู้ไม่ผ่าน เบื้องต้นประเมินว่าจะมีสัดส่วนลูกค้าที่ขอกู้ไม่ผ่า นและอาจจะทิ้งเงินดาวน์ ประมาณ 10-20%

beachboy
02-11-2008, 09:06 AM
ข่าวนี้ เขาเตือนคนอเมริกันนะครับ
หวังว่าผลกระทบมันจะมาถึงเราแค่หางๆ คลื่น:o

6 ภาคธุรกิจมะกัน เสี่ยงพายุเลย์ออฟ วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

หลังจากที่ปัญหา ในภาคการเงิน ได้ลุกลามจนนำไปสู่การลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ใน “วอลสตรีต” ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน คนทำงานในภาค “เมนสตรีต” หรือภาคธุรกิจที่แท้จริงทั่วสหรัฐ กำลังเผชิญความหวาดวิตกในแบบเดียวกันกับข่าวการลดจำน วนคนที่มีมาอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์

ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐ ได้รายงานตัวเลขการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 7.6 แสนตำแหน่ง จากการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษา วัตสัน ไวแอ็ต ยังพบว่า ในอีก 12 เดือนข้างหน้า มีผู้ประกอบการอีก 1 ใน 4 ตั้งเป้าจะลดจำนวนพนักงานลงอีกอย่างต่อเนื่อง

ในจำนวนภาคธุรกิจทั้งหมดในสหรัฐ ธุรกิจที่คาดว่าจะเผชิญกับการลดคนครั้งใหญ่ในอนาคตหล ังจากนี้ ประกอบไปด้วยธุรกิจใน 6 ภาคใหญ่ด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ภาคอสังหาริมทรัพย์ 2.ภาคการเงิน 3.ภาคค้าปลีก 4.ภาคสื่อสิ่งพิมพ์ 5.ภาคยานยนต์ และ 6.ภาคการท่องเที่ยว

ภาคอสังหาริมทรัพย์

ตำแหน่งงานในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นภาคธุรกิจแรกที่เผชิญกับผลกระทบ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์คุณ ภาพต่ำ (ซับไพรม์) และลุกลามไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ดีน เบเกอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายและเศรษฐกิจในสหรัฐ ระบุว่า ตำแหน่งงานในภาคอสังหาริมทรัพย์จะหายไปอีกอย่างต่อเน ื่องในอนาคตอันใกล้นี้ โดยมีงานในกลุ่มของบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เป็นเหยื่อรายถัดไป หลังจากที่งานในส่วนของผู้ปล่อยสินเชื่อบ้านและผู้รั บเหมาก่อสร้าง ได้รับผลกระทบไปแล้วในลำดับแรกๆ

ภาคการเงิน

ธุรกิจในภาคการเงินการธนาคาร เป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตการณ์สินเ ชื่อทั่วโลกในครั้งนี้ ซึ่งรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐ ได้ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงเดือน ก.ย. ปีนี้ มีตำแหน่งงานในภาคธุรกิจดังกล่าวหดหายไปจากตลาดแล้วถ ึง 1.1 แสนตำแหน่ง ขณะที่การปรับโครงสร้างสถาบันการเงินใหม่ รวมถึงการควบรวมกิจการ จะยิ่งส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงานมากขึ้นในอนาคต

ภาคค้าปลีก

ก่อนที่สหรัฐจะเผชิญกับปัญหาในระบบการเงินครั้งใหญ่ท ี่สุดในรอบหลาย สิบปี ภาคค้าปลีกได้เผชิญกับยอดขายที่ลดลงอยู่ก่อนแล้ว จากผลพวงของราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และราคาบ้านที่ลดต่ำลง จนทำให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดการใช้จ่าย

จอห์น ชาลเลนเจอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทจัดหางาน ชาลเลนเจอร์ เกรย์ แอนด์ คริสต์มาส เปิดเผยว่า เทศกาลวันหยุดยาวในช่วงคริสต์มาสจนถึงปีใหม่ที่จะถึง นี้ อาจเป็นช่วงวันหยุดที่มีการจับจ่ายซื้อของกันน้อยที่ สุดเป็นประวัติการณ์ใน สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจค้าปลีก

อย่างไรก็ตาม ห้างค้าปลีก เช่น วอลมาร์ท ซึ่งเน้นกลุ่มชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย อาจมียอดขายที่ดีสวนทางกับบรรดาห้างหรูที่ขายสินค้าแ บรนด์ชั้นนำ

ภาคสื่อสิ่งพิมพ์

ยอดขายและยอดโฆษณาที่ลดลง หลังจากที่ผู้บริโภคและธุรกิจต่างๆ ต้องรัดเข็มขัดกันอย่างหนัก ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และตำแหน่งงานในภาคธุรกิจดังกล่าวก็หดหายลงอย่างต่อเ นื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2550

ไฮดี เชียร์โฮลซ์ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันนโยบายเศรษฐกิจในสหรัฐ กล่าวว่า ตำแหน่งงานในภาคสื่อสารมวลชนโดยรวม ซึ่งรวมถึงโทรทัศน์และสื่อดิจิตอล ได้ลดลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ช่วงฟองสบู่ “ดอต คอม” แตกตัว ในปี 2544 ทว่าการลดคนหลังจากนี้ไป จะเน้นหนักไปที่ธุรกิจในสื่อสิ่งพิมพ์ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะทิศทางของสื่อในอนาคตจะเปลี่ยน ไปสู่สื่อดิจิตอลมาก ขึ้น

ภาคยานยนต์

ค่าย “บิ๊กทรี” ในสหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ฟอร์ด และไครสเลอร์ เผชิญยอดขายที่ดิ่งลงไปแล้วถึง 20% ในปีนี้ และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องอีกไปจนถึงปีหน้า ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีจำนวนพนักงานทั้งสิ้นถึงราว 2 ล้านคนในสหรัฐ

ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจมีการเดินหน้าลดจำนวนพนักงานลงอีกต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงภาคดีลเลอร์และซัพพลายเออร์

ภาคการท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมการบินเป็นธุรกิจแรกๆ ในแขนงนี้ ได้ประกาศลดจำนวนพนักงานลงเป็นจำนวนมาก ทว่าการรัดเข็มขัดมากขึ้นทั้งในส่วนของประชาชนและภาค ธุรกิจ ทำให้ส่งผลกระทบต่อตลาดงาน ได้ขยายวงไปยังแขนงอื่นๆ ในภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจเช่ารถยนต์

เบเกอร์ กล่าวว่า ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและสิ่งบันเทิงเริงใจ เป็นธุรกิจที่จะถูกตัดออกจากงบค่าใช้จ่ายง่ายที่สุด บรรดาร้านอาหารขนาดใหญ่ต้องปิดสาขา ขณะที่ร้านอาหารขนาดเล็กอาจถึงขั้นต้องปิดร้านลง

beachboy
03-11-2008, 03:05 PM
สวัสดีวันจันทร์ต้นสัปดาห์
ยังคงเป็นข่าวเดิมๆ ที่เปลี่ยนหน้าคนและหน่วยงานออกมาช่วยกันเตือน ฝ่ากระแสข่าวการเมือง :cool:

แบงก์คุมเข้มกู้บ้าน น็อกธุรกิจจอสังหาฯสลบข้ามปี วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จากภาวะเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัวทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ทำให้ในอีกไม่นานเรากำลังจะต้องเจอกับความเข้มงวดในก ารปล่อยสินเชื่อของ ธนาคารต่างๆ
ในความเป็นจริง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมีมาอ ย่างต่อเนื่อง และในความเข้มข้นของการปล่อยกู้นั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ธนาคารมอง ด้วยสายตาที่ “เข้มข้น” ขึ้น

ทันทีที่ธนาคารเพิ่มความเข้มข้นในการให้กู้ซื้อบ้านเ พราะเกรงว่าลูกค้าจะไม่มีกำลังในการจ่ายหนี้คืน ทำให้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงขึ้นจากที่อยู่ในระ ดับ 20% เพิ่มเป็น 30% บางโครงการถูกปฏิเสธเงินกู้ถึง 50% จึงเกิดผลกระทบกับโครงการที่เตรียมจะโอนค่อนข้างสูง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รายได้ของบริษัทพัฒนาที่ด ินในปีนี้อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

การเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของธนาคารจึงกลายเป็นหมัดน็อ กภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ในปีนี้และปีหน้า หลังจากที่โดนหมัดชุดจากปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจชะลอตัวมาตั้งต้นปี แม้ว่าแต่ละบริษัทจะกัดฟันปั้นยอดขายมาได้ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็มาโดนน็อกในยกสุดท้ายตอนลูกค้าโอนบ้านนี่เอง

จึงมีเสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เ มื่อคราวเข้าไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหาให้ โดยเฉพาะการขอให้ธนาคารกดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที ่อยู่อาศัยลง เพื่อลดค่างวดเงินผ่อนของลูกค้าลง ทำให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่กระทรวงการคลังจะเข้าไปช่วยเหลือ เพราะเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ก ำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ และการขึ้น-ลงของดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ขณะนี้การลดดอกเบี้ยลง เพื่อช่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คงเป็นเรื่องยากที่จะ ทำ โดย นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เห็นว่า การแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารในขณะที่สภาพคล่องเริ ่มลดน้อยลง ทำให้การลดดอกเบี้ยลงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะหากต้องการลดดอกเบี้ยบ้านให้เหลือ 3% เหมือนหลังวิกฤตปี 2540 คงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้หากต้นทุนการเงินยังอยู่ในระ ดับ 4-5% ถ้าจะให้ทำเช่นนั้น ผู้ประกอบการก็ควรลดราคาบ้านลงมา 10% ก่อน

ในขณะที่นักวิชาการอย่าง รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอทางออกในเรื่องนี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องเข้ามาดูแล โดยกำหนด วงเงินดาวน์ให้สูงขึ้นเป็น 30% เพื่อลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนลูกหนี้ที่มีปัญหาด้านเครดิต ผู้ประกอบการควรจะเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับลูกค้ า เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ให้ รวมถึงการเปลี่ยนจากการซื้อเป็นเช่าซื้อในช่วง 2 ปีแรก เพื่อปรับปรุงเครดิตของลูกค้าให้เข้าเกณฑ์ของธนาคารก ่อนที่ขอสินเชื่อ

แม้ว่าจะมีความพยายามเสนอทางออกในต่างมุมมองของแต่ละ ฝ่าย แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปปฏิบัติได้ง่ายๆ หากมองย้อนไปในอดีต ที่ไม่มีครั้งใดที่ จะหยุดยั้งไม่ให้ธนาคารเข้มงวดในการ ปล่อยกู้ในยามที่ธนาคารเห็นว่ามีภาวะเสี่ยงที่อาจจะส ร้างความเสียหายให้กับ ธนาคารได้

สุดท้ายแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างจะยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะที่รัดกุ มและ จะเพิ่มความรัดกุมขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพายุใหญ่จากวิกฤตการเงินโลกพัดเข้ามาถึงในประเท ศไทย หมัดน็อกของธนาคารครั้งนี้จึงไม่รู้ว่าจะทำให้ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ฟื้น ขึ้นมาได้เมื่อไหร่

beachboy
03-11-2008, 03:12 PM
เมื่อเอกชนไม่มีเงินมาปล่อยเข้าระบบ ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องไปหาเงินมาโปรย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่จะโปรยแล้วงอกเงย หรือโปรยแล้วจมหาย ก็ลองลุ้นกันดู

ลงทุนแล้วมีกำไรมาใช้หนี้ หรือจะพอกพูนหนี้หัวโต ก็ลุ้นกันดู :o

เทเงินลงหมู่บ้าน วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ขุนคลังสุชาติปั๊มประชานิยมเอาใจรากหญ้า ทุ่มงบเข้ากองทุนหมู่บ้าน-เอสเอ็มแอล-โอท็อป

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เปิดเผยในรายการรัฐบาลของประชาชนว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาความยากจนที่ฐานรากของประเทศเ ป็นหลัก ด้วยการให้ทุนต่างๆ ในการประกอบกิจการ และจัดการชำระหนี้ให้เกษตรกร รวมถึงส่งเสริมการประกอบอาชีพ

นายสุชาติ เปิดเผยว่า ที่ต้อง เร่งดำเนินการ คือ กองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอลและสินค้าโอท็อป

กองทุนหมู่บ้านนั้นรัฐบาลจะใช้งบประมาณ 1.3 แสนล้านบาท

สำหรับสินค้าโอท็อปนั้นจะให้ประชาชนจัดการทำประชานิย มหมู่บ้านขึ้นมา เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆ ให้รัฐบาลพิจารณาหมู่บ้านละ 2 โครงการ เชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้อย่างมา ก

โครงการเอสเอ็มแอลนั้น ในกลางเดือน พ.ย.นี้ รัฐบาลจะใส่เงินรอบสอง 9.5 หมื่นล้านบาท และในเดือน ธ.ค.จะมีการจัดงานโอท็อปซิตี ขึ้นที่ จ.เชียงใหม่

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรองรับวิกฤตทางการเงินด้วยการจัดระบบสภา พคล่องภายในประเทศ และเร่งดำเนินการโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่มีวงเงินลงทุนใน 5 ปี 1.9 ล้านล้านบาท พร้อมจะเสนอให้เพิ่มงบกลางปี 1 แสนล้านบาท เข้า ครม.โดยจะนำไปใช้ในโครงการช่วยประชาชน

“วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อไทย คือ ตลาดหุ้นที่ลดลงเป็นเท่าตัวเหลือ 400 จุด ซึ่งมีผลต่อฐานะของคนที่ถือทรัพย์สิน อาทิ บ้าน หุ้น ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคลดน้อย” นายสุชาติ กล่าว

แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 4 พ.ย. นี้ นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ารายงาน ด้านตลาดเงิน และการที่สถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบกา ร

“ถ้าสถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอ บการ แต่นำเงินไปปล่อยกู้ในตลาดอาร์พี จะมีปัญหาเพราะผู้ประกอบการค้าขายไม่ได้” แหล่งข่าวกล่าว

giorin
03-11-2008, 03:31 PM
พอรัฐบาลเจ๊งก็ต้องเริ่มขายชาติกันบ้างล่ะ ตอนนี้ขาดดุลย์กันว่าหลัก สามแสนล้านบาท ถ้าฝรั่งมาทุบคงกระจุย พอดีตอนนี้ฝรั่งหัวทองมันเจ๊ง ฝรั่งหัวดำเลยทำท่าจะทุบแทน :D (ฝรั่งหัวดำ ศัพท์คนเล่นหุ้น มีถิ่นพำนักแถวสิงคโปร์ ส่วนใหญ่เป็นคนไทยมาเลย์สิงคโปร์) ขนาดสิงคโปร์ยังไม่ยอมเลย เรื่องที่ดินนี้เรื่องใหญ่มากๆ

คลังเตรียมแผนลดภาษีอุ้มภาคธุรกิจ ยอมต่างชาติถือคอนโด 100%-หวังดึงทุนนอก
รัฐมนตรีคลังเล็งหั่นภาษีนิติบุคคล-บุคคลธรรมดา หวังลดปลดคนงาน กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ เล็งเก็บภาษีน้ำมัน-ภาษีเหล้าเพิ่มชดเชยรายได้ที่สูญไปปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท เดินหน้าเปิดทางต่างชาติถือกรรมสิทธิ์คอนโด 100% พร้อมขยายสัญญาเช่าที่ดินเป็น 90 ปี

ลดภาษีนิติบุคคลชะลอปลดคนงาน

เนื่องจากการลดอัตราภาษี จะช่วยชะลอการปลดคนงานของผู้ประกอบการ และเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ หรือขยายการลงทุนได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ปัจจุบันจัดเก็บอัตรา 5-37% ลงมาด้วย โดยอยู่ระหว่างศึกษาว่าควรจะปรับลดลงมาที่อัตราใด เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและไม่ทำให้คนเลี่ยงภาษี

"การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา จะช่วยแก้ปัญหาปลดคนงาน และทำให้มีคนเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยไม่หลีกเลี่ยงภาษีอีก ส่วนรายได้ที่สูญไปจากมาตรการนี้ อาจจะทดแทนด้วยการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและเหล้าเพ ิ่มเติม รวมถึงการที่ต้องเพิ่มขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ซึ่งช่วงแรกของปีที่ลดภาษี ผมยอมรับว่าอาจจะถูกด่าบ้าง แต่ถ้าในระยะยาวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ ก็ต้องยอมให้ด่า" ดร.สุชาติกล่าว

เปิดทางต่างชาติเจ้าของคอนโด 100%

แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่ม คอนโดมิเนียมหรู ราคาแพง กระทรวงการคลังจึงเตรียมพิจารณาปรับเกณฑ์การจำกัดสัด ส่วนถือครองหรือเป็นเจ้าของคอนโดของต่างชาติ จากเดิมไม่เกิน 49% จะปรับเป็นสามารถถือครองได้ 100% รวมทั้งขยายเวลาให้ต่างชาติครอบครองบ้านและที่ดินในป ระเทศไทยในลักษณะการเช่าจาก 30 ปี เป็น 90 ปี ซึ่งเรื่องนี้แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคัดค้าน แต่ขอให้เข้าใจว่าการซื้ออสังหาฯ ของต่างชาติไม่สามารถนำกลับประเทศใดๆ ได้ ทุกอย่างก็จะยังอยู่ในประเทศไทยทั้งยังจะเพิ่มรายได้ ให้คนไทยด้วยซ้ำ

ดร.สุชาติ กล่าวอีกว่า นโยบายการคลัง แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วแต่นโยบายการเงินก็จ ำเป็น เพราะทฤษฎีดอกเบี้ยมีอิทธิพลถึงครึ่งหนึ่งของการบริห ารเศรษฐกิจ ดังนั้นการลดดอกเบี้ย 1% จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าการขาดดุลงบประมาณ 1 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายการเงิน เป็นหน้าที่ของธนาคารประเทศไทย

กระทรวงการคลังคงไปเกี่ยวข้องไม่ได้ ทั้งนี้จากการเพิ่มการขาดดุลอีก 1 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งของเม็ดเงินดังกล่าวจะนำไปเพิ่มทุนให้สถาบั นการเงินของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าเพิ่มเติม ซึ่งจะเสนอให้ ครม.และสภาพิจารณา

beachboy
03-11-2008, 03:40 PM
ประเทศเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง เป็นแสนล้าน เป็นล้านล้าน ตามที่ท่าน รมต.เสนอโครงการไว้นะครับ
เมื่อรัฐบาลไปกู้เงินเขามา (เขาไหนจะมีเงินให้กู้ก็ยังไม่รู้)
เราคนไทยก็เป็นหนี้ร่วมกันทั้งประเทศ ท่านรมต.หน่ะเขามาอยู่แป๊บๆเดี๋ยวเขาก็ไป


คิดแบบพื้นๆ สมมติถ้าท่าน รมต.เซ็นกู้ไปหกหมื่นล้าน เราก็เป็นหนี้กันคนละพันแล้ว...ไม่รวมดอกเบี้ย :o
(ถ้ากู้หกแสนล้านก็หารกันได้คนละหมื่น)


ใครที่มีหนี้ส่วนตัวมากกว่านั้นอยู่แล้ว ก็ถือว่าได้กำไร (ฮา):D :D

Thanakit
03-11-2008, 04:00 PM
จาก 49 เป็น 100 กับ
30 ปี เป็น 90 ปี

กระตุ้น มากไปหรือป่าว ครับ

แต่ขอให้เข้าใจว่าการซื้ออสังหาฯ ของต่างชาติไม่สามารถนำกลับประเทศใดๆ ได้ ทุกอย่างก็จะยังอยู่ในประเทศไทยทั้งยังจะเพิ่มรายได้ ให้คนไทยด้วยซ้ำ


เรา จะได้ มากกว่าเสีย หรอ ครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ น่ะครับ เลยถามดูเพราะ อ่านแล้ว มันดูยังไงก็ไม่รู้ น่ะครับ :(

beachboy
03-11-2008, 04:10 PM
เราจะได้ มากกว่าเสีย หรอ ครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ น่ะครับ เลยถามดูเพราะ อ่านแล้ว มันดูยังไงก็ไม่รู้ น่ะครับ

คือถ้ามองว่าฝรั่ง-ญี่ปุ่นมาซื้อบ้านตากอากาศ หรือซื้อเพื่ออยู่ยาวหลังเกษียณ ก็ให้เขาไปเถอะ เราได้มากกว่าเสียครับ

แต่ถ้าเขามาซื้อเพื่อหวังผลกำไร(ให้เช่าหรือขายต่อ) อันนั้นไม่ใช่แล้ว
บ้าน-ที่ดินเขายกไปไม่ได้ แต่เขาจะปั่นฟองสบู่โกยเงินกลับ กันสนุกเลยหล่ะครับ :o


เอาเข้าจริง ต่อให้ 49% แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็มีรูให้รอดกันได้เยอะแยะ คนแถวภูเก็ต-สมุย จะรู้ดี :)

giorin
03-11-2008, 04:20 PM
คนบ้าคุยการเงิน...
ณ โรงบาลบ้าแห่งหนึ่ง a กับ bนั่งคุยกัน อยู่ๆ a ก็ถาม b ขึ้นมาว่า
a:เงินมาจากไหนวะ
b:อ๋อ สมัยก่อนเขามีสินค้าอะไรก็เอามาแลกกัน ต่อมาก็เปลี่ยนเปนใช้ทองเปนตัวกลางในการแลกสินค้ากัน แทน
a:เฮ้ย กรูถามว่าเงินมาจากไหน
b:เออ รู้แล้ว กรูกำลังจะเล่าต่อ แบบว่าต่อมามันแลกกันยาก ไม่รู้จะทอนกันยังไง
a:อ้าวแล้วทำไงวะ
b:ทีนี้ต่อมาใครมีทองก็เอาไปฝากไว้กับร้านทอง แล้วจะได้ตั๋วที่ออกโดยร้านทอง บอกว่าเมิงมีทองเท่านี้จิงๆ ทีนี้เวลาเมิงซื้อของก็ใช้ตั๋วตัวนี้แลกกัน ทอนกันเอา เมิงอยากได้ทองเมื่อไหร่ก็ไปแลกคืนเปนทองได้
a:ทำไมเดี๋ยวนี้กรูไม่เห็นมี
b:ร้านทองสมัยก่อนมันก็เหมือนธนาคารตอนนี้นี่แหละ ตังค์ที่เมิงใช้อยู่ จะพิมพ์ได้มันต้องมีทองค้ำหรือสมัยนี้ก็คือทุนสำรองร ะหว่างประเทศมาค้ำไว้
a:แล้วมันมีมั้ยถ้ากรูจะพิมพ์แบ้งค์โดยไม่มีห่าอะไรค ้ำเลย
b:ก็ได้ แต่ประเทศที่ค้าขายกับเมิง มันจะไม่มีความเชื่อมั่นในเงินของเมิง เอาไปซื้ออะไรเขาก็ไม่รับ หรือที่เรียกว่าเงินอ่อนค่า เหมือนตอนปี40 ทุนสำรองระหว่างประเทศเราไม่มีเงินเราอ่อน ดอลล่าร์ละ52บาท เราต้องกู้ imf เพื่อมาค้ำเงินในระบบ
a:แล้วมันไม่มีที่พิมพ์แบ้งค์ แล้วมันไม่อ่อนค่าหรอวะ
b:ก็มี อเมริกาไง
a:ทำไมมันทำได้วะสาด
b:ตอนแรกมันก็ใช้ทองคำค้ำเหมือนกัน แต่ดอลล่าร์ คนมันต้องการมากเพราะเปนเงินที่มีความน่าเชื่อถือสุด ในการซื้อขายกันระหว่างประเทศ
ต้องการจน ทองที่จะเอามาค้ำไม่พอ มันเลยพิมพ์ได้แบบไม่อั้น ให้เพียงพอต่อความต้องการ พิมพ์เท่าไหร่เงินก็ไม่เฟ้อ
a:แล้วมันพิมพ์ออกมาเยอะๆ ไปไหนหมดวะ
b:ก็พิมพ์โดยรัฐ ผ่านธนาคาร ให้คนกู้ง่ายๆ แล้วมาซื้อของจากจีน จากญี่ปุ่น จากทุกที่ในโลก
พูดง่าย เกือบทุกประเทศ ได้ดุลอเมริกามันหมดแหละ
หรือที่เรียกว่าเกินดุลการค้านั้นแหละ
พอได้มา ก็เก็บไว้ในรูปทุนสำรองระหว่างประเทศ
สรุป คนอเมริกาสบาย ทุกประเทศก็รวยขึ้นสบายแฮร์
a:ฟังดูง่ายดีวะ รวยกันถ้วนหน้า แต่กรูไม่เข้าใจวะ เมิงอธิบายง่ายๆดิ
b:เออ สาด เอางี้ เวลาเมิงเล่นไพ่ เมิงอยากจะเล่นกับพวกจนๆ หรือว่าลูกเศรษฐีมือเติบวะ
a:ลูกเศรษฐีดิวะ หลอกง่ายดี
b:เออ เริ่มฉลาดแล้วเมิง
เหมือนกัน ทุกประเทศ อยากค้าขายกลับอเมริกา ได้เงินดอลมันมาก็เก็บไว้ เกินดุลไปเรื่อยๆ
a:ห่า เมิงพูดเกี่ยวกับวงไพ่ดิ เข้าใจง่ายดี
b:เออ เมิงนั่งเล่นไพ่ ไอ้ลูกเสรษฐี มันเสีย แต่ก็ไม่เปนไร ให้ติดได้ ติดเท่าไหร่ก็ได้เพราะคิดว่ามันรวย
มันเลยติดรอบวง ทุกคนดีใจเล่นง่ายวะ รวยโคตร เงินล้นวง ได้เงินหนี้กันเปนแถบ
b:ก็เหมือนกัน ทั่วโลก สำรองดอลลาร์เพื่อพิมพ์แบ้งค์ ก็พิมพ์ออกมาเปนเงินตัวเองบางส่วน(เมิงพิมพ์เปนเงินต ัวเองเท่าไหร ก็ต้องทำลายดอลลาร์เท่านั้น) แล้วก็เก็บที่เหลือเอาไว้ในรูปดอลลาร์ หรือไม่ก็ซื้อพวกตราสาร หรือพันธบัตรที่ออกโดยอเมริกาเพื่อกินดอกเบี้ย แล้วให้อเมริกาเอาเงินไปหมุนมาซื้อของใหม่
คิดว่าดี
a:แล้วมันไม่ดียังไง
b:ก็เมื่ออเมริกามันเกิดวิกฤติซับพรามขึ้นมา เลยต้องช่วยมัน เพราะสำรองเงินดอลลาร์เอาไว้เยอะ เพราะมันจะล้มไม่ได้ ล้มแล้วซวยกันหมด
a:เอาง่ายๆดิ เกี่ยวกับวงไพ่
b:เทียบก็คือใกล้เช้าแล้ว ลูกเศรษฐี ติดหนี้ทั้งวง ท่าทางจะไม่จ่าย ทุกคนในวงก็ตกใจ อ้าวถ้าเมิงไม่จ่าย ที่กรูรวยก็ภาพลวงตาดิวะ
จิงๆมันต้องเปนอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะเงินมันไม่ได้มีกันตั้งแต่แรก เมื่อฟองสบู่แตก เงินดอลลาร์จะอ่อนค่า ประเทศที่ถือเงินดอลลาร์เอาไว้มากๆถึงคราวซวยไปกับมั นด้วย ก็เลยช่วยกันประคบประงมมันใหญ่
กลัวมันล้ม
a:แสดงว่าถึงมันจะล้มหรือไม่ล้ม เงินดอลก็ต้องอ่อน เพราะจะเริ่มไม่มีคนอยากได้
b:ถูกต้อง อาจจะไม่ทันที แต่ว่าแต่ละประเทศจะเริ่มกำทุนสำรองเปนยูโร ทอง หรือแม้แต่เงิยหยวนมากขึ้น ยังไงดอลลาร์ก็ต้องอ่อน
a:เออ เข้าใจแล้ว แล้วไอ้ซับพรามมันคือไรวะ
b:เดี๋ยวคราวหลังกรูเล่าให้ฟัง กรูต้องไปกินยาก่อนแล้ว
a:กรูถามจิงๆ ทำไมเมิงถึงต้องมาอยู่โรงบาลบ้าวะ ท่าทางเมิงก็เต็มดี
b:ก็เพราะกรูเล่าเรื่องนี้ให้เมียกรูฟัง เมียกรูหาว่าบ้า เล่าให้ใครฟังเขาก็ว่ากรูบ้า กรูเลยได้มาอยู่นี่ไง
a:เออ บ้าจิงๆวะ??

จากคุณ : stocksindrome

Thanakit
03-11-2008, 04:44 PM
ชอบบทสนทนา นี้ครับ เข้าใจ ง่ายดี :D

giorin
03-11-2008, 05:02 PM
จาก 49 เป็น 100 กับ
30 ปี เป็น 90 ปี

กระตุ้น มากไปหรือป่าว ครับ



เรา จะได้ มากกว่าเสีย หรอ ครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ น่ะครับ เลยถามดูเพราะ อ่านแล้ว มันดูยังไงก็ไม่รู้ น่ะครับ :(


จริงอยู่ต่างชาติเอาไปไม่ได้ แต่เค้าควบคุมเราให้เป็นทาสได้ครับ... นั่นคือเหตุผลที่ประเทศส่วนใหญ่ไม่ยอมไงครับ
เอาง่ายๆดู อาเจนติน่า ถนนก็ไม่ใช่ของประเทศเค้า เป็นของต่างชาติ จะใช้ถนนต้องจ่ายเงิน แบบโหดด้วย เอาง่ายๆแค่นี้ก่อน...
ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย ยิ่งคอนโด ยิ่งแล้วใหญ่เป็นการเกร็งกำไรแบบชัดเจน ทำให้อนาคตเราจะทำอะไรไม่ได้ควบคุมตลาดเงินของประเทศ ไม่ได้ไงครับ แล้วยังต้องยอมคนที่มีเงินมากกว่าร่ำไป... เอ้ออออ คิดสั้นหรือสิ้นคิดก็ไม่รู้ :(

beachboy
03-11-2008, 05:20 PM
ไม่อยากให้ขยายเนื้อหาไปไกลนักนะครับ...เดี๋ยวจะมึน แล้วพาลตื่นตระหนกกันไปจริงๆ:D
ขอวกกลับ มาย้ำที่เจตนาตอนตั้งกระทู้อีกครั้ง

หนทางสายที่สอง

ตัวละครจอมยุทธ์หนึ่งในนิยายเรื่องหนึ่งของโก้วเล้ง ถูกลูกน้องทรยศซัดอาวุธลับเข้าใส่ขณะที่เขานอนบนเตีย งติดผนัง เห็นชัดว่าไม่มีทางหนีใดๆ

อาวุธลับอาบยาพิษหลายชิ้นปักคาแผ่นหลังของเขา ไม่มีทางแก้ไขได้ยกเว้นแต่เขาต้องนั่งสมาธิเดินลมปรา ณพลังภายในขับพิษออกไป แต่ศัตรูย่อมไม่ปล่อยให้เขาทำเช่นนั้น เขาต้องตายอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย

พลันเตียงนั้นพลิกกลับ ร่างของเขาร่วงหายไปในความว่างราวปาฏิหาริย์ ร่างจอมยุทธ์หล่นบนเรือลำหนึ่งซึ่งมีคนแจวรออยู่ ที่แท้ใต้เตียงเป็นลำธารสายหนึ่ง คนแจวพายเรือลำนั้นหายลับไป จอมยุทธ์ใช้กำลังภายในรีดพิษออกจนหมดสิ้น แล้วหวนกลับไปจัดการลูกน้องที่ทรยศ

จอมยุทธ์กล่าวว่า “ชีวิตเราต้องเตรียมทางสายที่สองไว้เสมอ” เนื่องจากเขาไม่มีทางรู้ว่าศัตรูจะแทรกซึมเข้ามาสังห ารตนเมื่อไร ประมาทเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น

ใช่ มันเป็นเพียงนิยาย แต่ในชีวิตจริงของคนเราก็มักเจอเรื่องที่ไม่คาดคิด และในสถานการณ์นั้น หลายคนก็ตะลึงจังงังจนทำอะไรไม่ถูก

คุณจะทำอย่างไรหากคุณตกงานในวันพรุ่งนี้?
คุณจะทำอย่างไรหากสามีของคุณจากโลกไปอย่างกระทันหัน ในเมื่อคุณเป็นแม่บ้านมาตลอดชีวิต ไม่เคยทำงานอื่นเลย?
คุณจะทำอย่างไรหากเย็นนี้คุณพบว่าลูกของคุณติดยา?

ในชั่วโมงออกแบบสถาปัตยกรรม นิสิตคนหนึ่งเสนอแบบร่างบ้านต่ออาจารย์ เป็นบ้านที่ไร้หน้าต่าง
เหตุผลของเขาคือ ปัจจุบันใครๆ ก็ใช้เครื่องปรับอากาศ ลูกค้าก็ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ในเมื่อห้องต้องปิดตลอดเวลา ทำไมจึงต้องใส่หน้าต่างให้สิ้นเปลือง

อาจารย์ถามเรียบๆ ว่า “แล้วถ้าเกิดไฟดับ เครื่องปรับอากาศใช้การไม่ได้ล่ะ? ถ้าเกิดเครื่องปรับอากาศถูกขโมยไปล่ะ?”

ชีวิตคนเราก็เช่นบ้านที่มีหน้าต่าง เราควรเตรียมทางออกไว้หนึ่งสายเสมอ
คนเราควรรู้จักมรณานุสติ เตรียมใจไว้ก่อน นี่มิใช่มองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการเตรียมพร้อมกับตัวแปรที่คุมไม่ได้ เช่น ดินฟ้าอากาศ สภาพตลาด พฤติกรรมคนอื่น ฯลฯ

สุภาษิตไทยเก่ามีคำว่า ตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งมักใช้กันในความหมายของการแก้ปัญหาในเชิงชู้สาว แต่ความจริงความหมายของมันลึกกว่านั้น มันคือการเตรียมพร้อม

พุทธโอวาทสอนเรื่องความประมาทเสมอ เพราะชีวิตคนเราไม่เที่ยง อะไรก็เกิดขึ้นได้ คนมีปัญญาจึงไม่ประมาท เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ มีหนทางที่สองรออยู่เสมอ

วินทร์ เลียววาริณ
1 พฤศจิกายน 2551

www.winbookclub.com

beachboy
07-11-2008, 10:07 AM
ดาวโจนส์ปิดร่วง443จุดวิตกยอดขายซบเซา

ตลาด หุ้นสหรัฐดิ่งลงในวันพฤหัสบดีโดยร่วงลงรุนแรงที่สุด 2 วันติดต่อกัน ผิดหวังผลประกอบการงและยอดขายที่ซบเซาจากผู้ค้าปลีกร ายใหญ่ทำให้เกิดความ วิตกเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง


ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ช่วยอะไรไม่ได้ :confused: :confused:

beachboy
07-11-2008, 10:18 AM
ขาใหญ่อสังหาอย่างไรมอนด์แลนด์ ขยับตัว :)

พิษการเมือง-ศก.ฉุดอสังหาฯภูเก็ต ไรมอนแลนด์เจาะตลาดใหม่เสริม

อสังหาฯ ภูเก็ตเริ่มซึมรับพิษการเมือง-วิกฤติการเงินโลก ไรมอนแลนด์ แจงตลาดเริ่มชะลอตัว ลูกค้ากลุ่มยุโรปตะวันตกลดลง หันเจาะตลาดใหม่รัสเซีย-ยุโรปตะวันออกเสริม

นายไนเจิล คอร์นิค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากวิกฤติการเงินโลก และปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ทำให้ตลาดชะลอตัวลงไประดับหนึ่ง โดยลูกค้าเดิมในกลุ่มยุโรปตะวันตก เริ่มชะลอการซื้อลงไป ส่วนจะชะลอตัวต่อเนื่องไปนานเพียงใด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงปัญหาการเมือง ล่าสุดบริษัทจึงได้ขยายเจาะตลาดใหม่ กลุ่มยุโรปตะวันออก รัสเซีย และจีน เข้ามาเสริมตลาดแทน

beachboy
08-11-2008, 05:21 PM
ข่าวจาก เจเนอรัล มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก :o

'จีเอ็ม'ค่ายรถยักษ์ใหญ่โลกอาการหนัก

จี เอ็มอาการหนัก ขาดทุนไตรมาส2ถึง 2,500 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 เผยอาจขาดเงินสดสำรองในปีหน้า หากรัฐบาลไม่เข้าช่วยเหลือ

เจเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐและของโลก ประสบภาวะขาดทุนถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 3

การขาดทุนดังกล่าวเกิดจากรายได้จากการ จำหน่ายรถยนต์ของจีเอ็มในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีนี้ลดลง 13% โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดขายในอเมริกาเหนือและยุโรป ส่งผลให้จีเอ็มขาดทุนสุทธิถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 แล้ว

นอกจากนี้จีเอ็มยังเตือนว่า บริษัทอาจขาดเงินสดสำรองที่จะใช้ในการดำเนินกิจการต่ อภายใน 6 เดือนแรกของปีหน้าหากรัฐบาลสหรัฐไม่ยื่นมือเข้ามาช่ว ยเหลือ

จีเอ็มมีแผนจะลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสามารถฟื้นฟูสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของตัวเองให้ดีข ึ้น

O-mans
08-11-2008, 05:34 PM
GM ก็สมควรครับ ไม่ใช่เพราะศก.อะไรหลอก
ทำรถสู้ โตโยต้าไม่ได้เอง มาเจอ 2 เด้งก็ตาย

nz.dk
08-11-2008, 06:12 PM
ปธ.สหพัฒนพิบูล ชี้วิกฤติการเงินสหรัฐฯ ธุรกิจไทยต้องเน้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อรักษาระดับการค้า พร้อมแนะคลัง-แบงก์ชาติ ดูแลค่าเงินใกล้ชิด ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการลดหย่อนภาษี เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ "ก้องเกียรติ" เตือนโครงสร้างหลายภาคส่วนกำลังเผชิญสัญญาณอันตรายขั ้นรุนแรง ทั้งการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจ ถือว่าเลวร้ายมาก ซึ่งอาจเห็นเพียงครั้งเดียวในชั่วชีวิตนี้ ที่ทุกอย่างกลายเป็นฟองสบู่ แล้วแตกพร้อมกัน ระบุ ตัวเลขส่งออกติดลบแล้ว
วันนี้ ( 7 พ.ย.) นายบุญสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา “CEO Vision .... ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร” โดยระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกขณะนี้ หลายประเทศต้องเผชิญกับปัญหา 3 F คือ การเงิน อาหารและน้ำมัน ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 จึงมีวัคซีนในตัว ด้านภาคการเงินไม่น่ามีปัญหาเหมือนต่างประเทศ ด้านอาหารประเทศไทยผลิตอาหารจำนวนมาก จึงไม่มีปัญหา ส่วนปัญหาน้ำมัน เป็นสิ่งที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ แต่ยอมรับว่าไทยกระทบมากกว่า เนื่องจากทุกภาคส่วนใช้น้ำมัน

ทั้งนี้ จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกประเทศไทยจะต้องเตรียมตัวรับมือ หากความต้องการในต่างประเทศลดลงจะต้องให้ความสำคัญกั บการบริโภคภายในประเทศ เพื่อรักษาระดับการค้าไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ยอดขายและกำลังการผลิตจะต้องลดลงบ้างก็ตาม

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะต้องพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้วยการปรับลดอัตราด อกเบี้ยเงินกู้ รักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนค่าในระดับที่เหมาะ สม และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โอกาสของการส่งออกของประเทศไทยในปีหน้า มีโอกาสที่จะติดลบ จากคำสั่งซื้อในหลายอุตสาหกรรมที่มีคำสั่งซื้อลดลงแล ะติดลบแล้ว ทั้งแง่ของราคาและปริมาณการขยายตัวได้ถึงร้อยละ 10 ตามที่รัฐบาลคาดการณ์เอาไว้ จะไม่มีโอกาสเป็นไปได้

สำหรับวิกฤตการเงินโลก และเศรษฐกิจโลกที่ฟองสบู่แตกพร้อมกันในหลายส่วน ทั้งการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจ ถือว่าเลวร้ายมาก ซึ่งอาจเห็นเพียงครั้งเดียวในชั่วชีวิตนี้ที่ทุกอย่า งฟองสบู่แตกพร้อมกัน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่เตรียมตัวรับมืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลยังออกมาตรการรองรับปัญหาเศรษฐกิจไม่เพียงพ อ และเป็นมาตรการเดิมที่เคยใช้มาแล้วช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

การแก้ไขปัญหากฎหมายหน่วยงานราชการก็ไม่ค่อยให้ความร ่วมมือ ต่างจากประเทศอังกฤษและญี่ปุ่น เช่น ห้ามบริษัทเอกชนที่ซื้อหุ้นคืนจากตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย (ตลท.) ว่าภายใน 3 ปีจะเพิ่มทุนไม่ได้ เรื่องนี้ก็แก้ไขไม่แล้วเสร็จทำให้เอกชนไม่สามารถเพิ ่มทุนได้ เพราะกฎหมายห้ามไว้ ทั้งที่มีความจำเป็น จึงอยากให้รัฐบาลออกมาตรการอย่างรวดเร็ว เพราะที่ผ่านมาช้าเกินไป ส่วน บริษัทที่มีชื่อเสียง อย่าง ปตท. ธนาคารขนาดกลาง ขณะนี้เริ่มออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนเงินแล้ว เพราะมองว่าสภาพคล่องข้างหน้าจะตึงตัว จึงขอให้นักธุรกิจระมัดระวังเก็บเงินสดสำรองไว้ด้วย



:( :( :( :( :(

nz.dk
08-11-2008, 06:12 PM
ธ.ดีบีเอส สิงคโปร์ เตรียมปลดพนักงาน 900 ตำแหน่ง สิ้นเดือนนี้ สังเวยวิกฤตการเงินโลก นับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังกำไร Q3 ลดฮวบ -38% ขณะที่โรงงานตุ๊กตาบาร์บี้ ประกาศปลดพนักงานอีก 1,000 คน หลังเงินเฟ้อทำต้นทุนพุ่ง
วันนี้ (7 พ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิงส์ ธนาคารสัญชาติสิงคโปร์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เตรียมปลดพนักงานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 หลังกำไรดิ่งสุดในรอบกว่า 2 ปี

นายริชาร์ด สแตนลีย์ หัวหน้าคณะบริหารของดีบีเอสกรุ๊ป เผยว่า ดีบีเอสกรุ๊ประมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด แต่เนื่องจากเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงลำบากและผันผวนมากขึ ้น สถาบันการเงินทั่วโลกและเอเชียล้วนต้องลดจำนวนพนักงา นลง ดังนั้น ดีบีเอสกรุ๊ปจะปรับโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพม ากขึ้น เป็นผลให้ต้องปลดพนักงานออก 6% ของพนักงานทั้งหมด หรือประมาณ 900 คน ภายในสิ้นเดือน พ.ย.นี้ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่สำนักงานในสิงคโปร์ และฮ่องกง

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันดีบีเอสกรุ๊ปแถลงว่า ไตรมาส 3 สิ้นสุดเดือน ก.ย.มีกำไรสุทธิ 379 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ 9,020 ล้านบาท หรือคิดเป็น -38% จากไตรมาส 3 ของปีก่อน เพราะรายได้จากตลาดเงินตลาดทุนได้รับผลกระทบจากวิกฤต การเงินโลก ประกอบกับทางกลุ่มได้เพิ่มการกันสำรองเงิน ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่า ดีบีเอสกรุ๊ปจะมีกำไรสุทธิเฉลี่ย 572 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 13,613 ล้านบาท

“การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกระดับขององค์ กร ทั้งสาขาสิงคโปร์ และฮ่องกง เราต้องลดขนาดขององค์กรลง” สแตนลีย์ กล่าว และเสริมว่า ครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่สร้างความเจ็บปวดให้กั บเรา แต่เราจำเป็นต้องทำในสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบากเช่นนี้

เศรษฐกิจสิงคโปร์กำลังอยู่ในภาวะถดถอย ซ้ำร้ายกว่านั้น บริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป ซึ่งกู้เงินจากดีบีเอสเพื่อสร้างกาสิโน ก็ออกมายอมรับว่าทางบริษัทอาจไม่สามารถชำระหนี้คืนหา กไม่สามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ณ เวลา 14.28 น.ตามเวลาท้องถิ่น หุ้นดีบีเอสปรับตัวลดลง 1.4% หลังร่วงลงกว่า 8.8% ในช่วงเช้า ซึ่งถือว่าร่วงหนักสุดระหว่างวันในรอบกว่า 7 ปี

นายแดฟเน ร็อธ หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ของ ABN Amro Private Bank กล่าวว่า ข่าวร้ายจากลาสเวกัสแซนด์ส่งผลให้หุ้นดีบีเอสปรับตัว ลดลง หุ้นดีบีเอสมีสิทธิ์ร่วงแตะระดับต่ำสุดของเดือน ต.ค.ที่ 8.87 ดอลลาร์สิงคโปร์

ทั้งนี้ สถาบันการเงินทั่วโลกปลดพนักงานไปแล้วเกือบ 150,000 คนนับตั้งแต่เกิดวิกฤตสินเชื่อจนถึงปัจจุบัน


:jarkk: :jarkk: :jarkk:

beachboy
10-11-2008, 01:58 PM
สวัสดีวันจันทร์ :)

‘เจริญ’ถอย ลงทุนอสังหา วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

“เสี่ยเจริญ” เหยียบเบรกแผนอสังหาฯ โครงการใหม่ กลัวเศรษฐกิจไทยซึมยาว หันใช้เงินสดประคองธุรกิจ

นายโสมพัฒน์ ไตรโสรัส รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ที.ซี.ซี. แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนธุรกิจเพื่อตั้งรับกับวิกฤตการเงินโ ลกที่จะกระทบกับประเทศ ไทยในปีหน้า

บริษัทได้ชะลอโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างทั้งห มด ทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า โครงการที่อยู่อาศัย และหยุดใช้เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ เปลี่ยนมาใช้เงินสดบริหารโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ เพื่อลดความเสี่ยงจาก อัตราดอกเบี้ยที่อาจจะสูงขึ้น หรือธนาคารหยุดปล่อยกู้

ทั้งนี้ จะใช้กำไรจากธุรกิจโรงแรมและศูนย์การค้ามาใช้ในการก่ อสร้างโครงการที่ยัง ดำเนินการ อยู่ในปี 2552 และ 2553 ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท

“บริษัทประเมินว่า หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ธนาคารไม่ให้กู้ เราจะใช้เงินสดที่มีอยู่ในมือหมุนเวียนทำธุรกิจต่อไป ได้อีกประมาณ 6 ปี จึงปรับนโยบายในการดำเนินงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากภายนอกหันมาพึ่งพาตนเองให้มากที ่สุด เพราะในช่วงที่วิกฤตหากปรับตัวได้เอง เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย บริษัทจะเดินหน้าได้เร็วมาก” นายโสมพัฒน์ กล่าว

สำหรับโครงการที่จะชะลอแผน ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการโรงแรม เช่น โรงแรมที่พัทยา เนื้อที่ 150 ไร่ โรงแรมที่สุรวงศ์ โรงแรมเอเชีย ธีค แบรนด์ใหม่ในระดับเกินกว่า 6 ดาว ที่หลวงพระบาง จะแค่ปรับปรุงและใช้ชื่อเดิมไปก่อน ส่วนที่ชะลอการก่อสร้าง ได้แก่ โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโรงแรมที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ ยังมีโครงการศูนย์การค้าที่สร้างใหม่ 2 แห่ง ที่บางโพ กับเทเวศร์ ก็ชะลอเช่นกัน

ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยได้ปรับแผนจากสร้างปีละ 4 โครงการ ในปี 2552 เหลือ 2 โครงการ และโครงการขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 1 หมื่นไร่ ที่ ชะอำ และบางไทร ให้ทำแค่ออกแบบผัง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทจะชะลอการลงทุนใหม่ แต่ส่วนการซื้อทรัพย์สินในช่วงนี้ ถือเป็นโอกาสที่จะหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าลงทุนก่อ สร้างเอง โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เป็นโรงแรมที่อยู่ในความดูแลของ กองทุนต่างๆ ในอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

บริษัทมีแผนจะเข้าไปซื้อเพิ่มอีก ส่วนในไทยก็ยังสนใจโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับ ความนิยม เช่น พัทยา ภูเก็ต กระบี่ หัวหิน สมุย เชียงใหม่ เป็นต้น และที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าที่อาจมีคนปล่อยออกมาในช่วงนี ้

O-mans
10-11-2008, 02:03 PM
เฮียเจริญแกเก่ง และสายตาดีอยู่แล้ว รอจังหวะและโอกาสที่เหมาะ
เอ้าชน !!! เสียงแก้วเบียร์ช้างกระทบกัน :D

beachboy
11-11-2008, 07:37 AM
อรุณสวัสดิ์ กับสกู๊ปหน้าหนึ่ง เดลินิวส์

ระทึก!ปีหน้าเผาจริง! 'ตกงานเป็นล้าน' แค่คาด...ก็'ต้องตั้งรับ'


" ถ้าเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแค่ 4% และปีหน้าโต 3% จะทำให้สถิติการว่างงานเพิ่มจาก 1.7% เป็น 2.7% ของประชากรทั้งประเทศ การปลดแรงงาน 1 ล้านคนมีความเป็นไปได้”

นี่เป็นสรุปสถานการณ์ธุรกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีน ี้-คาดการณ์ปีหน้า โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐลามทั่วโลก รวมถึงไทย

อันสืบเนื่องจากเศรษฐกิจถดถอย วิกฤติเศรษฐกิจการเงินสหรัฐส่งผลกระทบถึงภาคส่งออกขอ งไทย ส่งผลให้หลาย ๆ อุตสาหกรรมในประเทศไทยต้องพลอยฟ้าพลอยฝน และเรื่อง “แรงงาน” ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนหลายฝ่ายหนักอกหนักใจ หวั่น ๆ กันว่าปัญหา “ว่างงาน-ตกงาน” ในไทยจะ “สาหัส”

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ออกมาตรการเกี่ยวกับปัญหาการเลิกจ้า งงาน จากเบาไปหาหนัก 3 ระดับ คือ
1.มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร และด้านแรงงาน เช่น ลดชั่วโมงทำงาน, ลดสิทธิประโยชน์
2.มาตรการปรับปรุงบริหารงานบุคคลให้เหมาะสมกับสถานกา รณ์เลิกจ้าง เช่น ปรับลูกจ้าง 1 คนให้ทำงานได้หลายหน้าที่ หรือจัดฝึกอบรมเพิ่มทักษะด้านฝีมือแรงงาน
3. มาตรการลดจำนวนลูกจ้าง เช่น โครงการสมัครใจลาออก

ขณะที่เหนือขึ้นไปในระดับรัฐบาล ก็มีข่าวจะอัดฉีดเงินในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2551 จำนวน 9,500 ล้านบาท และออก 6 มาตรการ อาทิ มาตรการด้านตลาดทุนที่จะส่งเสริมให้มีการลงทุนเพิ่มม ากขึ้น, สนับสนุนสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจอย่างเพียงพอและทั่ วถึง, เร่งรัดรายได้การส่งออก และการท่องเที่ยว, เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อสร้างเศรษฐกิจภายในป ระเทศ, เร่งรัดโครงการการลงทุนขนาดใหญ่และเพิ่มวงเงินอีก 1 แสนล้านบาท, สนับสนุนประชาคมการเงินเอเชีย ซึ่งหวังจะดันให้จีดีพีเป็น 4% ทำให้ปัญหาคนตกงานไม่รุนแรง

แต่กระนั้น บางฝ่ายก็มองว่าเหล่านี้ยังไม่รองรับเบ็ดเสร็จ

ที่สุดแล้ว ยังต้องลุ้นว่าจะบรรเทาสถานการณ์ได้แค่ไหน ??

เมื่อเป็นเช่นนี้ ดีที่สุดสำหรับแรงงานไทยคือ “เตรียมใจ-เตรียมตัว...ไม่ประมาท” ซึ่งแม้ว่าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จะมีเรื่องของ “ค่าชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง” โดยแรงงานที่ทำงานครบ 3 เดือน แต่ไม่ครบ 1 ปี จะได้รับค่าชดเชย 1 เดือน, ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับค่าชดเชย 3 เดือน, ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับค่าชดเชย 6 เดือน, ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับค่าชดเชย 9 เดือน, ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย 10 เดือน แต่นี่ก็มิได้หมายความว่าถูกเลิกจ้างแล้วจะไม่เดือดร ้อน

วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย บอกผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... มีการคาดการณ์กันมากมายเกี่ยวกับการเลิกจ้างในปีหน้า 2552 แต่ก็ยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรกันแน่ และไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมใดที่จะได้รับผลกระทบแบบตรง ๆ แต่อย่างไรก็ดี คนที่เป็นลูกจ้างที่ยังไม่ตกงาน ก็ “ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย” ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พยายาม “เก็บออมเงินสำรองไว้บ้าง”

“เช่น งดเล่นแชร์ และจับจ่ายซื้อของเท่าที่จำเป็นมากที่สุด เพราะเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากในยุคปัจจุบันนี้” ...ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยระบุ

พร้อมทั้งบอกอีกว่า... สำหรับเรื่องงานนั้น คิดว่าคนงาน หรือลูกจ้าง ก็คงทำกันไปตามปกติอยู่แล้ว ถ้ามีโอทีก็ทำ เพราะลำพังค่าแรงขั้นต่ำนั้นไม่พอใช้จ่ายแน่ ๆ ที่พออยู่ได้ก็เพราะมีโอทีทั้งนั้น ซึ่งลูกจ้างเองก็ต้องพยายามสอบถามหรือพูดคุยกับบริษั ททุกเดือน เกี่ยวกับสถานการณ์การจ้างงาน เพื่อเป็นข้อมูล และเตรียมตัวไว้

ทั้งนี้ ประเด็นหนึ่งที่ทางเครือข่ายแรงงานเองก็เคยมีข้อกังว ล คือ อาจมีบางบริษัทที่อาศัยช่วงที่มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับส ถานการณ์เศรษฐกิจ สถานการณ์การเลิกจ้างงานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นช่องว่าง เป็นเหตุผล “อาจเป็นข้ออ้างในการไม่เพิ่มโบนัสปลายปี ?!?” ก็เป็นได้ และลูกจ้างเองก็จะไม่กล้าต่อรองอะไรมากมาย

ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยบอกต่อไปว่า ในส่วนของลูกจ้างแรงงานที่ต้องตกงาน แม้บริษัทจะปิดกิจการ แต่ทางบริษัทก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้ม ครองแรงงาน และลูกจ้างก็ให้ไปที่สำนักงานประกันสังคม เพื่อรับเงินประกันการว่างงาน ซึ่งเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของเงินเดือน เป็นเวลา 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยก็เชื่อว่า เรื่องการเลิกจ้างงานจำนวนมาก ภาครัฐคงปล่อยให้เป็นไปตามนั้น เพราะไหนจะมีบัณฑิตจบใหม่หลายแสนคน ซึ่งจะหางานยากขึ้นไปอีก

ด้าน มนัส โกศล ประธานองค์กรแรงงานแห่งประเทศไทย อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็บอกผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า การเตรียมตัวของลูกจ้างก่อนจะถูกเลิกจ้างคงทำได้ยาก เพราะที่ผ่านมาหากมีข่าวไม่ดีของบริษัท ส่วนมากก็จะมีการปิดข่าว แต่เมื่อถูกเลิกจ้างทางบริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎห มาย ลูกจ้างต้องได้รับเงินค่าชดเชยตามอายุงาน และจะได้รับเงินจากประกันสังคมกรณีว่างงานด้วย

“ลูกจ้างถ้าถูกเลิกจ้าง ถ้าอายุมากจะลำบากมาก จะประกอบอาชีพอื่นก็ลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก ดังนั้นทางรัฐต้องเข้ามาดูแลตรงนี้ให้ดีด้วย” ประธานองค์กรแรงงานฯ กล่าว

เลิกจ้างแรงงานเป็นล้านคน เกิด-ไม่เกิดก็อย่าประมาท

“ตกงาน-ว่างงาน” จะกี่คนก็ตาม ใครประสบก็ไม่ดีแน่

และจะยิ่งไม่ดีหนัก...หากไม่เตรียมตัวตั้งรับให้ดีพอ

beachboy
13-11-2008, 08:48 AM
ข่าวตอกย้ำให้ท่องคาถา "พึ่งตนเอง"เข้าไว้

ทีมเศรษฐกิจแพแตก วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

“ไชยา-สุชาติ” งัดข้อ “โอฬาร” รมว.พาณิชย์ประกาศไม่ขอทำงานร่วมรองนายกฯ

การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายทั้ง ส่วนเดิมและงบเพิ่มเติมจำนวน 1 แสนล้านบาท ไม่ลงตัว เป็นเหตุให้นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ ประกาศจะไม่ร่วมงานกับนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป

ขอไม่ลงรายละเอียดที่เกี่ยวกับการเมือง
หาอ่านเพิ่มได้จากหนังสือพิมพ์ทั่วไปครับ:)

beachboy
14-11-2008, 12:56 PM
ข่าวเพิ่มเติม

'โอฬาร'ห่วงคนตกงานเล็งดึงงบ1แสนล.อุ้ม

" โอฬาร"มั่นใจสามารถรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปีหน้าได้ บอกไทยแค่ไอหรือจาม รับห่วงปัญหาการว่างงาน-โรงงานเจ๊ง เผยวันที่ 17 พ.ย.นัดถกรมว.แรงงาน ดึงงบกลาง 1 แสนล้าน ช่วยคนตกงาน

ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่หลายฝ่ายกังวลปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะมีความร ุนแรงมากในปี 2552 และจะกระทบต่อไทยรุนแรงตามไปด้วย เหมือนที่เคยพูดไว้เมื่อก่อนว่าสหรัฐมีปัญหา จะทำให้ทั้งโลกกระเทือนไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ปัจจัยต่าง ๆเริ่มเปลี่ยนไปมากแล้ว เพราะปัญหารอบนี้สหรัฐเป็นไข้หนักมาแล้วปีครึ่ง แต่ไทยเพียงแต่หวัดหรือจามเท่านั้น

liverpool
14-11-2008, 02:17 PM
ขายหุ้น ptt ทิ้งซะดีมั้ยเนี่ย

beachboy
18-11-2008, 01:30 PM
ข่าวต่างประเทศ:)

ญี่ปุ่นไม่รอดเศรษฐกิจถดถอย วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การรัดเข็มขัดของภาคธุรกิจในแดนปลาดิบ และผลพวงจากวิกฤตสินเชื่อโลก ฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่นดิ่งสู่ภาวะ ถดถอยครั้งแรกในรอบ 7 ปี ขณะที่สหรัฐ อังกฤษ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ เตรียมเผชิญวิกฤตต่อเนื่องในปีหน้า

เอพีและบลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ว่า ญี่ปุ่นซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ กลายเป็นประเทศล่าสุดที่เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว หลังจากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 3 หดตัวลง 0.4% และเป็นการติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยในไตรมาส 2 จีดีพีลดลง 3.7% และแม้ว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ จีดีพีจะเพิ่มขึ้น 4% แต่ทั้งปีคาดว่าจีดีพีแดนปลาดิบจะ โตแค่ 0.1% เท่านั้น

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หรือตั้งแต่ปี 2544 ที่ญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันมีปัจจัย จากที่บริษัทต่างๆ ได้ตัดลดการใช้จ่ายลงเป็นจำนวนมากในไตรมาส 3 รวมกับวิกฤตสินเชื่อที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 นี้ ย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวเพ ิ่มขึ้น 0.1% และทำให้นักวิเคราะห์มองว่า สภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอาจเลวร้ายลงไปอีก จากปัจจัยการส่งออกที่จะลดลง ซึ่งล่าสุดบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ และบริษัท แคนอน อิงก์ ได้ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรและการลงทุนในปีนี้ลงให้รับก ับสภาวะเศรษฐกิจแล้ว

“สถานการณ์ต่อจากนี้มีแต่จะย่ำแย่ลง ญี่ปุ่น อาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ ทศวรรษ ขณะที่วิกฤตการณ์การเงินโลกจะยิ่งฉุดให้ปริมาณความ ต้องการสินค้าทั่วโลก ลดลง” มาซามิชิ อาดาชิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากธนาคารเจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค ในกรุงโตเกียว กล่าว

beachboy
18-11-2008, 01:41 PM
ข่าวในประเทศ

คาดปี'52ข้าวไทยในตลาดโลก'ไม่สดใส'

นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวคาดปีหน้า ข้าวไทยไม่สดใส หลังหลายประเทศเริ่มเร่งปลูก อีกทั้งราคาสูงกว่าคู่แข่ง รวมทั้งเจอข้าวหอมจากจีนตีตลาด

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวปี 2552 ถือว่าไม่สดใส โดยเป็นผลจากปี 2551 ที่ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้หลายประเทศเริ่มส่งเสริมการปลูกข้าวและพึ่งพิงก ารปลูกข้าวในประเทศมาก ขึ้น รวมทั้งประเทศผู้ส่งออกข้าวก็ปลูกข้าวเพิ่มขึ้น

ระดับ ราคาข้าวโลกในปีหน้าคาดว่าจะมีปริมาณการซื้อขายลดลง แม้ยอดผลิตข้าวในภาพรวมเพิ่มขึ้น โดยตลาดข้าวทั่วโลกจะลดลงจาก 30 ล้านตันต่อปีในปี 2551 เหลือประมาณ 28-28.5 ล้านตัน ในปี 2552

ดังนั้น ผู้ส่งออกข้าวไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เพราะข้าวไทยมีต้นทุนสูงเป็นผลสืบเนื่องจากการรับจำน ำข้าวราคาสูงมาก เพราะใช้ราคาข้าวช่วงเกือบสูงที่สุดมาเป็นราคารับจำน ำ เมื่อปริมาณข้าวในโลกมีมากขึ้น ราคาข้าวไทยแม้ลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการแข่ งขันของข้าวไทยมีปัญหา ในที่สุด

สำหรับยอดส่งออกข้าวไทยปีนี้ คาดว่าจะมียอด 10 ล้านตัน ปี 2552 จะลดเหลือ 8.5 ล้านตัน ส่วนมูลค่าคาดว่าจะลดลง แต่จะต้องประเมินอีกครั้งว่าลดลงเท่าใด ส่วนปีหน้าอินเดียจะส่งข้าวออกหรือไม่ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา หากส่งออกได้ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อข้าวไทยมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ข้าวไทยมีราคาแพงกว่าข้าวเวียดนาม โดยเวียดนามถูกกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ข้าวไทยที่ขายได้เฉพาะข้าวนึ่ง ส่วนข้าวหอมมีแนวโน้มส่งออกลดลง เพราะมีสินค้าทดแทนเป็นพันธุ์ข้าวหอมจากจีน จากสาเหตุทั้งหมดจึงส่งผลกระทบทำให้ยอดส่งออกข้าวไทย ปี 2552 ลดลง


ส่งออกไม่ได้ ก็เก็บไว้กินเองสิ :)

พอไม่ต้องขาย ก็ลดการผลิตลง เอาเวลาที่เหลือไปปลูกผักเลี้ยงปลา มาเป็นกับข้าว
ท้องอิ่ม ก็มีชีวิตรอด

จะกังวลอะไรกันนักหนากับตัวเลขยุ่งๆ :cool:

beachboy
18-11-2008, 04:28 PM
ประเทศญี่ปุ่นอาศัยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นราย ได้หลักของประเทศ
เมื่อฝรั่งไม่มีเงิน สินค้าฟุ่มเฟือยจากญี่ปุ่นจึงถูกตัดออกเป็นอันดับแรก ๆ

แรงสะเทือนที่มาถึงเราโดยตรงก็คือ...ญี่ปุ่นใช้ประเท ศไทยเป็นฐานใหญ่ในการผลิตสินค้า
แรงงานไทยไม่รู้กี่หมื่น กี่แสนคน ฝากชีวิตไว้กับเถ้าแก่ยุ่น :(

ญี่ปุ่นทรุดฉุดไทยวูบ วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ส่งออกไทยไปญี่ปุ่นวูบ 50% รับผลกระทบเศรษฐกิจคู่ขาเข้าสู่ภาวะถดถอย ยักษ์เอเชียฝากคำหวานลงทุนไทยต่อ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย จะกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่น ขยายตัวในอัตราที่ลดลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมโต 12-14% จะเหลือเพียง 6-7% คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ สินค้าที่จะได้รับผลกระทบก่อน จะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนสินค้าอาหารจะยังส่งออกได้ดี คาดว่าอยู่ที่ระดับ 7 แสนล้านบาท แต่เป็นมูลค่าที่ลดลง ตามแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก โดยเชื่อว่าญี่ปุ่นจะใช้เวลา 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติ

สินค้าเกษตรนี่หล่ะ ผมว่ายั่งยืนกว่าสินค้าอุตสาหกรรม
ขายได้มากบ้างน้อยบ้าง ราคาจะขึ้นจะลงบ้างก็ตามสภาพเศรษฐกิจ แต่ยังไงเสียคนก็ต้องกิน

ถ้ามันขายไม่ได้ ผลิตเยอะเกินไปก็ขาดทุน น่าจะลดการผลิตแค่พอกินกันเองในประเทศ
อย่างน้อยเราก็ไม่อดตายนะ :)

beachboy
21-11-2008, 09:35 AM
แล้วธุรกิจ ยานยนต์ ก็โดนน๊อคไปเรียบร้อย :o

วิกฤติการเงิน-พ่นพิษ บริษัทจ้างงานสหรัฐเตือนจ่อปลดครั้งใหญ่

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกทั้งสหรัฐ-ยุโรปและเอเชีย ต้านวิกฤติการเงินโลกไม่ไหว หนีตายประกาศล่วงหน้าปลดพนักงานปี 52 ด้านบริษัทจ้างงานยักษ์ใหญ่ สหรัฐเผยทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาการว่างงานครั้งใหญ่ใ นอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า คาดตัวเลขว่างงานในสหรัฐ-ยุโรป พุ่งสูง 8-9 % ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์ หวั่นลูกจ้างค่ายรถยนต์ในไทย 1.3หมื่นคน ถูกเลิกจ้าง หลังหลายบริษัทเริ่มลดเวลาทำงาน

โฆษกอีซูซุ มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถบรรทุกรายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น ประกาศวานนี้ (20พ.ย.)ว่า บริษัทจะลดพนักงาน1,400 คนและลดกำลังการผลิตภายในประเทศญี่ปุ่นลง 10% นับเป็นค่ายรถญี่ปุ่นรายล่าสุด ที่ตัดสินใจลดจำนวนพนักงาน เพื่อรับมือกับวิกฤติการเงิน

ทั้งนี้ อีซูซุ ยืนยันว่า บริษัทไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องปรับเปลี่ยนกำลังคน และลดกำลังการผลิตภายในองค์กร โดยจะลดกำลังการผลิตรถภายในประเทศญี่ปุ่นให้เหลือเพี ยงแค่ 249,000 คัน ในปีงบประมาณซึ่งจะไปสิ้นสุดในเดือน มี.ค.ปีหน้า

การเคลื่อนไหวของอีซูซุ มีขึ้นหลังจากค่ายรถชั้นนำสัญชาติเดียวกันอย่าง โตโยต้า มอเตอร์ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะหยุดการผลิตในโรงงานที่สห รัฐและแคนนาดาเพิ่มอีก 2 วัน ในเดือนหน้า เนื่องจากยอดขายตกต่ำ เช่นเดียวกับนิสสัน มอเตอร์ ที่ตัดสินใจจะลดกำลังการผลิตและจะลดพนักงาน 3,500 ตำแหน่งทั่วโลก

ด้านมาสด้า มอเตอร์ คอร์ป เตรียมลดจำนวนพนักงานชั่วคราว 1,300 คนในญี่ปุ่น โดยแยกเป็นการลดพนักงานที่โรงงานในจังหวัดยามากูชิ 500 คนและอีก 800 คนที่โรงงานผลิตในจังหวัดฮิโรชิมา โดยการลดจำนวนพนักงานมีขึ้นหลังจากบริษัทปรับลดคาดกา รณ์ผลกำไรเมื่อเดือนที่ แล้ว 29%

ค่ายฝรั่งเศส-อังกฤษปลดเพิ่ม

เปอร์โยต์ ซีตรอง ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส ประกาศแผนลดจำนวนพนักงาน 2,700 คน ทั้งพนักงานในฝ่ายผลิต พนักงานระดับผู้จัดการ และพนักงานประจำสำนักงานทุกแห่ง ภายใต้แผนเกษียณจากงานก่อนกำหนด

ทั้งนี้ การจ้างงานของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ฝรั่งเศส คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของแรงงานโดยรวมของประเทศ โดยที่ผ่านมา มีบริษัทผลิตรถยนต์หลายแห่ง ดำเนินมาตรการรับมือกับภาวะขาลงที่เกิดขึ้น ด้วยการปิดโรงงานชั่วคราวและลดจำนวนพนักงาน อาทิ เรโนลต์ ประกาศลดพนักงาน 6,000 คนในยุโรป ซึ่งรวมถึงลดพนักงาน 4,900 คนในฝรั่งเศส

นอกจากนี้ บริษัทโรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตรถยนต์ของอังกฤษ ออกแถลงการณ์ว่า บริษัทเตรียมลดจำนวนพนักงานตั้งแต่ 1,500-2,000 ตำแหน่งทั่วโลกในปีหน้า หรือประมาณ 5% ของพนักงานทั้งหมด 39,000 คน โดยจำนวนนี้ 60 % อยู่ในอังกฤษ

ประเมินอีก6สัปดาห์ลอยแพครั้งใหญ่

นายเจฟฟรี โจเออร์เรส หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)ของแมนพาวเวอร์ บริษัทจ้างงานชื่อดังของสหรัฐ ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก เตือนให้ระวังว่า หลายประเทศแถบตะวันตก จะมีการลดจำนวนพนักงานลงอย่างมาก เพื่อประหยัดต้นทุน และให้องค์กรอยู่รอดได้ในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินโล ก

ทั้งนี้ แมนพาวเวอร์ ระบุว่า การเลิกจ้างพนักงานจะมีมากขึ้นในช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้านับจากนี้ไป ซึ่งเป็นช่วงที่หลายบริษัทจะต้องจัดทำร่างงบประมาณปี หน้า ทั้งนี้สถานการณ์การจ้างงานจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น จากเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ซิตีกรุ๊ป ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เพิ่งประกาศลดพนักงาน 53,000 คน

นายโจเออร์เรส ระบุว่าแม้ขณะนี้สหรัฐจะมีตัวเลขการว่างงานสูงสุดในร อบ 4 ปี คือ 6.5% แต่คาดว่า ต่อไปตัวเลขการว่างงานในสหรัฐจะพุ่งถึง 7.5% หรืออาจจะเป็น 8% ส่วนประเทศในแถบยุโรปตะวันตก ตัวเลขการว่างงานจะพุ่งขึ้นด้วยเช่นกัน เช่น ฝรั่งเศสที่ตัวเลขการว่างงานอาจพุ่งขึ้นจาก 7.2% เป็น 9%

อย่างไรก็ตาม นายโจเออร์เรส ไม่เห็นด้วยที่นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ความซบเซาของเศรษฐกิจสหรัฐ จะไม่กระทบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้วิกฤติได้ลุกลามไปยังยุโรป และยังทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นถดถอย พร้อมทั้งควรจับตามองกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะดูไบ ที่ภาคธุรกิจก่อสร้างเริ่มประสบปัญหา ดังนั้นจึงไม่มีประเทศใดในโลก ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจนี้

ลูกจ้างไทย1.3 หมื่นกระทบแล้ว

นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ 14 สหภาพแรงงาน มีพนักงาน 20,969 คน พบว่ามี 6 บริษัท เริ่มประกาศงดโอที วันธรรมดา และวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่มีกำหนด ส่วนอีก 5 บริษัท เริ่มลดชั่วโมงการทำงานโดยไม่ได้แจ้งเหตุผลทำให้คนงา นกว่า 1.3 หมื่นคนได้รับผลกระทบรายได้ลดลง

"ตอนนี้อีซูซุเริ่มลดการผลิตลงจากปีละ 9.1 หมื่นคัน เป็น 3.4 หมื่นคัน โตโยต้าลดลงจาก 2 แสนคันเหลือ 4.5 หมื่นคัน มิตซูบิชิ ลดลงเหลือ 1.4 หมื่นคัน และจีเอ็มประเทศไทย กำลังประกาศรับสมัครใจลาออกตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่ายอดการผลิตลดลงอย่างมาก"

นายบุญผิน สุทรรักษ์ ประธานสหพันธ์แรงงานโลหะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.ถึงปัจจุบันเหล็กเส้นกิโลกรัมละ 17 บาท จึงลดการผลิตลงเหลือ 8 ชั่วโมงจาก 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้คาดว่าอีก 1 เดือนข้างหน้าลูกจ้างในธุรกิจเหล็กที่เป็นสมาชิกสหพั นธ์ฯ จำนวนกว่า 2,600 คนก็จะตกงานกันหมด

“ ปัญหาการเลิกจ้างเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือดูแลลูกจ้าง หาทางป้องกัน ไม่ใช่ปล่อยให้มีการเลิกจ้างแล้วค่อยไปดูแล ” นายบุญผิน กล่าว

beachboy
21-11-2008, 09:50 AM
ซีอีโอ 3 ค่ายรถมะกันงามหน้า นั่งเจ็ตหรูมาขอเงินภาษีปปช.

รีพับลิกันจวก 3 ผู้บริหารค่ายบิ๊กทรีนั่งเครื่องบินเจ็ตสุดหรูมาแบมื อขอเงินช่วย 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากรัฐบาล

การอภิปรายของคณะกรรมาธิการด้านการเงินของสภาผู้แทนร าษฎร เกี่ยวกับแผนช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.75 แสนล้านบาท) เป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันได้โจมตี 3 ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของค่ายรถยนต์สหรัฐ ประกอบไปด้วย ริก วากอนเนอร์ จากเจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ป (จีเอ็ม), อลัน มูลัลลี จากฟอร์ด มอเตอร์ คอร์ป และโรเบิร์ต นาร์เดลลี จากไครสเลอร์ ที่นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมายังสภาคองเกรสเพื่อขอ รับเงินช่วยเหลือ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน

“ช่างเป็นเรื่องที่น่าเย้ยหยันที่สุด เมื่อเห็นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวสุดหรูเหินฟ้ามายังวอ ชิงตัน ดี.ซี. และก็มีคนที่เดินออกมาจากเครื่องบิน ลำดังกล่าว และบอกว่ากำลังจะประสบความพ่ายแพ้และต้องการที่จะปรั บปรุงธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” แกรี แอคเกอร์แมน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากรัฐนิวยอร์ก ของพรรครีพับลิกันกล่าว

สำนวนไทยเรียกว่า "ยังติดหรู" หรือ"จมไม่ลง" :cool:

beachboy
21-11-2008, 03:26 PM
ข่าวไทยรัฐวันนี้ :jarkk:

ปลดแรงงานอยุธยา 1 แสนคน

นาย ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานด้านแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 พ.ย.นี้จะมีการประชุมประจำเดือนของสมาชิกประธานสภาอุ ตสาหกรรมจังหวัดจะได้ ประเมินผลกระทบต่ออัตราการจ้างงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากเบื้องต้นที่ประเมินไว้ในปี 2552 ที่คำสั่งซื้อหรือออเดอร์จะลดลงเฉลี่ย 30% เท่ากับว่าจะมีการปลดคนงานในระบบและแรงงานที่จบการศึ กษาใหม่ไม่ มีงานทำรวมกันทั้งสองประเภทรวม 500,000-1 ล้านคน โดยคาดว่าผลกระทบจากออเดอร์ที่ลดลงดังกล่าวจะเริ่มมี ผลต่อการจ้างงานภายใน ไตรมาสแรกของปี 2552

“ผมได้รับรายงานล่าสุดจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยาเพิ่มเติม ถึงจำนวนโรงงานกว่า 200 แห่ง ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 5-6 แห่ง ในพื้นที่เริ่มประสบปัญหาการจ้างงานบ้างแล้ว เนื่องจากมีแนวโน้มออเดอร์ลดลง 25-30% โดยแรงงานทั้งหมดที่มีการจ้างงานอยู่ 300,000 คน ประมาณการว่าจะต้องมีการปลดแรงงานส่วนนี้ถึง 100,000 คน โดยล่าสุดได้มีการขอร้องให้โรงงานต่างๆ ใช้วิธีเจรจาลูกจ้างในการลดเวลาทำงานและลดรายได้การท ำงานล่วงเวลาแทนการเลิกจ้าง”

ทั้งนี้ ส.อ.ท.จะต้องประเมินตัวเลขการปลดคนงานให้ชัดเจนในทุก ๆเดือน เพราะค่อนข้างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เนื่องจากบางราย ออเดอร์ที่จะเจรจาใหม่ในปีหน้าถูกชะลอออกไปไม่มีกำหน ด จากเดิมที่ในสิ้นเดือน พ.ย.ของทุกๆปีก็สามารถตกลงออเดอร์ได้แล้ว หากไม่มีออเดอร์การสั่งซื้อวัตถุดิบก็ต้องยกเลิก สุดท้ายก็วนมาถึงการปลดคนงาน

ระวังให้ดี มันกำลังจะมา....

benz
21-11-2008, 03:45 PM
พยายามทำให้ตัวไม่มีหนี้ พรุงพรัง คงช่วยได้มากนะครับ เวลาปีนจากเหวเศรษฐกิจนี่
แบกอะไรๆมากๆระวังจะหล่นลงเหว นาครับบบบบบบบบบบบบ
รักษาตัวรักษาใจให้ดีนะครับ

beachboy
22-11-2008, 02:11 PM
แล้วหวยญี่ปุ่นออกรวดเร็วทันตา...ประเดิมที่ Nikon เป็นที่แรก:o

"นิคอน"ปลด2พันคน-จ่อคิวปลดระวางอีก

" นิคอน"ที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมอยุธยา เลิกจ้างพนง.ล็อตใหญ่ 2,000คน ที่เหลือ13,000คนจ่อคิวโดนปลดอีกล็อต เตรียมยกขบวนรอรับ"ป้าอุ"ลงไปจันทร์นี้

นายธงชัย สิทธิเดช ประธานสหภาพแรงงงานบริษัท นิคอน ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตกล้องถ่ายรูป ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า วันนี้ (21พ.ย.) นายจ้างได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานที่มีอายุงานต่ำกว่า 1 ปีจำนวน 2,000 คนจากพนักงานทั้งหมด 16,000 คน

โดย อ้างว่าไม่ต้องการแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยอดการสั่งซื้อสินค้า ของบริษัทจากประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และแคนาดา ลดลงอย่างมาก จึงมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานล็อตแรก ส่วนพนักงานที่เหลือ 13,000 คนยังคงให้โอกาสในการทำงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง แล้วค่อยพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายธงชัย กล่าวอีกว่า การเลิกจ้างในครั้งนี้นายจ้างยินยอมจ่ายค่าชดเชย 1 เดือนแต่ก็ไม่คุ้มค่ากับอนาคตกลายเป็นคนตกงาน โดยไม่รู้ว่ากระทรวงแรงงานจะมีมาตรการในการช่วยเหลือ ได้แค่ไหน

อีกข่าวก็ ของเถ้าแก่ยุ่นเช่นกัน
"กระจกไทยอาซาฮี"ลดพนง.รับวิกฤติศก.

วิกฤติเศรษฐกิจลามหนัก "กระจกไทยอาซาฮี"ลดพนักงาน-ปรับการผลิตรับมือกำลังซื้อโลกหดตัว

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) อ้างแหล่งข่าวจาก บริษัท กระจกไทยอาซาฮี จำกัด ผู้ผลิตกระจกรายใหญ่ของไทย ว่าบริษัทเปิดโครงการให้พนักงานลาออกอย่างสมัครใจ พร้อมปรับกระบวนการผลิตลดสินค้ากำไรต่ำ เพิ่มผลิตสินค้าที่ทำกำไรดี-ได้รับความนิยมสูง และเตรียมเพิ่มมาตรการหรือวิธีการลดต้นทุนเพิ่ม โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงต่อพน ักงาน

บริษัท ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 14 พ.ย.ระบุว่าบริษัทได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์ วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทำ ให้กำลังซื้อหดตัว แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจะได้มีการปรับวิธีการบร ิหาร การลดต้นทุน การหาตลาดใหม่แล้ว หลังจากมีปัญหาภาวะการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ การปรับตัวของราคาวัตถุดิบ และเศรษฐกิจถดถอย จึงจำเป็นต้องมีการปรับกระบวนการผลิต และลดขนาดองค์กร

บริษัทจึงเปิดโครงการ"สมัครใจลาออก เพื่อรับเงินช่วยเหลือพิเศษ"ทั้งพนักงานระดับหัวหน้าแผนกขึ้นไป และ พนักงานระดับวิศวกรและเจ้าหน้าที่ลงมา โดยให้สิทธิรับเงินช่วยเหลือสูงสุดถึง 23 เดือน

โตโยต้า ฮอนด้า มิตซู...จ่อคิวต่อไป เพราะตอนนี้มีการเลย์ออฟพนักงานทางฝั่งญี่ปุ่นกันแล้ ว :o

maxx
23-11-2008, 01:32 PM
ประคองตัวครับผมช่วงนี้ หวั่นๆโดนปลดเหมือนกันครับ

beachboy
25-11-2008, 12:52 PM
ยังคงเอาข่าวร้ายมาฝากเป็นระยะๆ

เศรษฐกิจทรุดรับเหมาสะดุดชักดาบค่าแรง วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บริษัทรับเหมาก่อสร้างโรงแรมหรูบนเกาะกูด เบี้ยวค่าแรงคนงาน อ้างขาดสภาพคล่อง

พนักงาน บริษัท เค-เทค คอนสตรัคชั่น กว่า 80 คน เข้าพบนางลัดดา ตั้งจินตนา สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ตราด เพื่อร้องเรียนพฤติกรรมของบริษัทซึ่ง เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโรงแรมโซเนวา คีรี รีสอร์ท อ.เกาะกูด โรงแรมหรูของนักลงทุนต่างประเทศ กรณีไม่จ่ายค่าแรง ให้กับคนงาน 430 คน รวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท

นายอำพล พัดเกา ตัวแทนพนักงานเปิดเผยว่า บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินมาตั้งแต่ต้นปี 2551 คนงานเริ่มขาดความเชื่อมั่นเพราะทราบว่าบริษัทกำลังล ้มละลาย มีคนงานถูกปลดอย่างต่อเนื่อง

นางลัดดา ตั้งจินตนา สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ตราด กล่าวว่า ได้ให้พนักงานเขียนคำร้องเพื่อใช้เป็นหลักฐานเอาผิดก ับบริษัทผู้จ้างงานต่อไป ส่วนการช่วยเหลือเบื้องต้นจะนำเงินจากกองทุนสงเคราะห ์ลูกจ้างมาช่วยเหลือก่อน

K-Tech เนี่ยนะ....จะล้มละลาย :jarkk:

beachboy
25-11-2008, 12:59 PM
จะปลด จะปลด และจะปลด :o

แรงงาน 4.5 ล้านระทึกถูกเลิกจ้าง [25 พ.ย. 51 - 05:33]

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งป ระเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิก ส.อ.ท.ทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อประเมินการเลิกจ้างงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแ รงงาน 9 ล้านคน พบว่า 50% หรือจำนวน 4.5 ล้านคนไม่เลิกการจ้างงานแน่นอน แต่แรงงานที่เหลือ 4.5 ล้านคนเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายถูกเลิกจ้างงาน ซึ่งในจำนวนนี้ 12.4% หรือ 1.1 ล้านคนผู้ประกอบการยืนยันแน่นอนแล้วว่าจำเป็นต้องเลิ กจ้างแน่นอน ส่วนที่เหลือกว่า 30% ยังไม่มีความแน่นอนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของยอดขายก่อ น

นายสมมาต ขุนเศรษฐ รองเลขาธิการ ส.อ.ท.กล่าวว่า ผลสำรวจผู้ประกอบการที่จะปรับคนงานออกในปี 52 จำนวน 1.1 ล้านคน คาดว่าจะมีปรับลดมากสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 (มี.ค.-มิ.ย.52) เพราะในไตรมาสแรกผู้ประกอบการหลายรายยังมีออเดอร์เก่ าอยู่ จึงสามารถผลิตสินค้าได้อีก โดยอุตสาหกรรมที่จะปลดคนงานมาก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เซรามิกส์ ของเล่นเด็กและสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งมีคำสั่งซื้อลดลงอ ย่างมาก

นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า เมื่อดูข้อมูลจากผลสำรวจผู้ประกอบการทั่วประเทศ พบว่าแรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจะตกง านมากสุด เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเ กษตร ร้านอาหารและบริการท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคเหนือที่มียอดจองที่พักลดลงถึง 50%

beachboy
01-12-2008, 08:20 AM
อรุณสวัสดิ์วันจันทร์ กับข่าวร้ายที่ดูจะร้ายขึ้นเรื่อยๆ:o

อินเด็กซ์ยุบรวมโรงงานลดต้นทุน

อินเด็กซ์ฯ ปรับแผนยุบรวมโรงงานเฟอร์นิเจอร์เหลือแห่งเดียวเพื่อ ลดต้นทุน เผยปัจจัยใหม่หวั่นปิดสนามบินลากยาวกระทบการส่งออกแล ะนำเข้า ส่วนแผนปีหน้าเตรียมทุ่มงบตลาด 250 ล้านบาท ดันยอดขายรวมโต 15% เฉียด 8,000 ล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางสาวจรินทร ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการบริษัทอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์เปิดเผยว่า จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อทุกภาคธุรกิจรวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ทำให้บริษัทต้องปรับตัวรองรับอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาสินค้าและการควบคุมต้นทุนการผลิตสินค้า ลดการสูญเสียรวมถึงลดความซ้ำซ้อนของการทำงานในบางแผน ก เช่น ฝ่ายบัญชี ทรัพยากรบุคคล ที่อดีตจะมีอยู่ 4 ฝ่าย แยกแต่ละโรงงานมาเหลืออยู่ฝ่ายเดียว ฯลฯ

การยุบรวมดังกล่าวนั้นเป็นการปรับภายในหลังจากที่ได้ ยุบรวมโรงงานการผลิต 4 โรงงานที่อยู่บริเวณเดียวกันให้เลือกเพียงหนึ่งโรงงา น ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่ง แต่ในส่วนของกำลังการผลิตยังเท่าเดิม สำหรับพนักงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกันนั้นจะมีโยกย้ายไปทำ งานในอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ไปประจำที่โชว์รูม ส่วนพนักงานรายไหนสมัครใจที่จะออกทางบริษัทก็จะไม่รั บคนเพิ่ม

พร้อมกันนี้ผู้บริหารอินเด็กซ์ฯ ยังแสดงความกังวลว่า หากปัญหาการเมืองหรือการปิดสนามบินยืดเยื้อกระทบต่อธ ุรกิจแน่นอน ทั้งการส่งสินค้าไปต่างประเทศและการนำเข้าวัตถุดิบมา ผลิต ซึ่งมีการนำเข้ามาทุกๆเดือนทำให้ไม่สามารถเคลียร์เอก สารหรือนำสินค้ามาได้

เพราะจะมีสินค้าบางรายการต้องผลิตและ นำออกมาขายรับเทศกาลปีใหม่ 2552 ซึ่งผ่านมาได้ออกแบบและจัดทำแค็ตตาล็อกขาย และมีสินค้าบางรุ่นลูกค้าได้สั่งซื้อไว้แล้ว หากไม่สามารถนำวัตถุดิบบางตัวมาผลิตได้ก็จะกระทบต่อล ูกค้าและกิจการของบริษัททันที

###################
เอสเอ็มอีตีเช็คเด้งระนาว วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เอสเอ็มอีตีเช็คเด้งกันระนาว ธนาคารหนาวสั่งลดโอ/ดี

แหล่งข่าวธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้ ทำให้เกิดปัญหาเช็คเด้งมีปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้ในกลุ่มที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาด ย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ทำธุรกิจ ซื้อมาขายไป รับจ้างการผลิต และผลิตสินค้าส่งออก วงเงินกู้ไม่มากนักระดับ 3-15 ล้านบาท ทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ปรับลดวงเงินกู้เบิกเก ินบัญชี (โอ/ดี) จากปกติลงมา

“เดิมลูกค้ารายเล็กเหล่านี้เป็นคนซื่อตรงและชำระหนี้ ตรงเวลา แต่ในระยะหลังที่ประเทศคู่ค้ามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจภ ายใน คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง และคู่ค้าเริ่มมีปัญหาด้านกระแสเงินสด ทำให้ธุรกิจเริ่มมีปัญหาเรื่องเงินสดที่ขาดมือ หมุนเงินไม่ทัน มีปัญหาการชำระหนี้ จนบางรายต้องลดขนาดและปิดกิจการลง” แหล่งข่าวกล่าว
################

ข่าวย้อนหลังสองวัน ของฝั่งญี่ปุ่น

เศรษฐกิจ‘ญี่ปุ่น’ถดถอยสุดกู่ ส่งออกทรุด-ตกงานล้นเมือง วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551


โพสต์ทูเดย์ — ญี่ปุ่นสาหัส ตัวเลขเศรษฐกิจติดลบเพียบ กดดันภาวะถดถอยให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภาคส่งออกที่ส่ออาการทรุดต่อเนื่อง

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของญี่ปุ่นยิ่งสาหัส เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจหลักเดือน ต.ค. ปรับลดลงอย่างฮวบฮาบ ตั้งแต่ตัวเลขส่งออกที่ทิ้งตัวลงต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี ไปจนถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง พร้อมๆ กับตัวเลขว่างงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก ส่งผลให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนอย่างหนัก

ข้อมูลจากรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า เมื่อเดือนที่แล้วภาคส่งออกของประเทศปรับลดลงอย่างรุ นแรงที่สุดในรอบ 7 ปี โดยหล่นลงถึง 7.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดส่งออกของญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญก ับภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่นกัน ซึ่งการที่ภาคส่งออกทรุดตัวลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแผนการที่จะลดกำลังการผลิตลงในระ ดับต่ำสุดรอบ 35% จากการสำรวจโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
...........................

ภาคธุรกิจของญี่ปุ่นยังคงปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ภาคธุรกิจมีแผนการที่จะปลดพนักงานถึง 30,067 ตำแหน่ง ก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้ หรือในปลายเดือน มี.ค. ปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งงานชั่วคราว หรือพาร์ตไทม์ ซึ่งก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นปรับลดตำแ หน่งงานชั่วคราวอย่าง ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า มาสด้า และอีซูซุ

ปัญหาว่างงานที่กำลังทวีความรุนแรงกดดันให้นายกรัฐมน ตรี ทาโร อาโสะ เรียกร้องให้รัฐสภา หาหนทางป้องกันไม่ให้พนักงานชั่วคราวต้องตกงาน และให้ความช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกงานให้มีงานทำโดยเร ็ว รายงานข่าวระบุว่านายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะร ่างแผนช่วยเหลือแรงงาน ให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 10 ธ.ค. นี้

beachboy
01-12-2008, 08:38 AM
เคยมีผู้ใหญ่บอกผมว่า
"จงคิดแก้ปัญหาในสิ่งที่สามารถลงมือทำได้ด้วยตัวเองก่ อน เรื่องบางเรื่องเกินความสามารถของเรา ยิ่งพยายามไปแก้มันจะยิ่งยุ่ง ใช้ความอึดและอดทนรอให้มันผ่านไปก็พอ"

มีคำแนะนำทำนองนี้จากคอลัมน์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ:)

“8 มุมดีๆ” ในภาวะวิกฤติ

ในภาวะวิกฤติที่หลายๆ ธุรกิจกำลังเริ่มเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน และหลายๆ ธุรกิจเริ่มถูกผลกระทบอย่างรุนแรง อย่างไรก็แล้วแต่ ผมกลับมองเห็น “มุมดีๆ” ที่เกิดขึ้นและแทรกตัวอยู่ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ และผมเชื่อว่าผู้นำขององค์กรทุกๆธุรกิจ ถ้าลองมองดีๆ ก็จะเห็นประโยชน์ที่เกิดจากมุมดีๆ อย่างที่ผมเห็นเช่นกัน

มุมดีๆ อันแรก… เราจะเห็นความระมัดระวัง ในการขับเคลื่อนธุรกิจของผู้นำองค์กร ที่จะคิดก่อนทำ วิเคราะห์ก่อนจ่าย เรียกว่าใช้เงินเป็นมากกว่าตอนภาวะเศรษฐกิจดี ไม่บุ่มบ่าม ไม่ลงทุนแบบเลอะเทอะ หรือมั่นใจแบบไร้สติเหมือนที่เคยทำกันมา

มุมดีๆ อันที่สอง.. เราจะเห็นความตื่นตัว เห็นความทุ่มเท เห็นความขยันมากขึ้นของทีมงาน เพราะเริ่มรู้แล้วว่าถ้าขืนขี้เกียจเฉื่อยแฉะเหมือนท ี่เคยทำในทุกๆ วันที่ผ่านมา ก็จะกลายเป็นพนักงานกลุ่มแรกๆ ที่อาจจะต้องตกงาน เพราะจะมีทั้งบัณฑิตจบใหม่และคนที่ต้องออกจากงาน มาให้เลือกอีกมากในเร็วๆ นี้

มุมดีๆ อันที่สาม… หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นหาไปจนถึงค้นพบ ตลาดใหม่ๆ ทดแทนตลาดเดิมที่กำลังตายไปพร้อมภาวะวิกฤติ และเราจะเลิกยึดติดแต่ตลาดเดิมๆ เพื่อเดินไปหาและสร้างตลาดใหม่ๆ ในช่วงนี้

มุมดีๆ อันที่สี่… มุมนี้สำคัญมากๆ ในความคิดเห็นของผม เพราะเราจะมีโอกาส “ได้คิดกลยุทธ์ใหม่ๆ” ได้มีโอกาสใช้ศักยภาพของทั้งตนเองและทีมงานมากยิ่งขึ ้น เพื่อที่จะแค่อยู่รอดหรือเพื่อให้รุ่ง ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาสและความสามารถที่ท่านจะรีดออกมาจากตัวท่านเองใน ช่วงนี้

มุมดีๆ อันที่ห้า…. เกือบทุกบริษัทจะเริ่มให้ความสำคัญ ให้ความใส่ใจกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่ให้ความสำคัญแต่ปากแต่ปฏิบัติอีกอย่างในช่วงท ี่ลูกค้าหาง่าย) เมื่อลองได้ใกล้ชิดและใส่ใจกับลูกค้าแต่ละรายมากยิ่ง ขึ้น ก็จะเริ่มค้นพบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของลูกค ้ามากยิ่งขึ้น นั่นก็คือโอกาสที่หาได้ยากในภาวะปรกติ

มุมดีๆ อันที่หก… หลายๆ บริษัทจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในเรื่องของสินค้า เพราะค้นพบแล้วว่าสินค้าเดิมไม่มีเสน่ห์พอที่จะดึงดู ดลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ๆ ให้มาสนใจสินค้าใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่คือโอกาสที่เกิดจากวิกฤติ

มุมดีๆ อันที่เจ็ด… หลายๆ บริษัทจะเริ่มยกระดับการให้บริการ จากเดิมที่ล่าช้าก็ทำให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ไม่มีความแตกต่างกับคู่แข่งก็จะสร้างมาตรฐ านใหม่ในเรื่องการบริการ และบางบริษัทที่เก่งก็จะค้นพบว่าบริการที่ดีสามารถสร ้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างทันที

มุมดีๆ ที่แปด…หลายๆ บริษัทจะเริ่มค้นพบแล้วว่าทีมงานทุกหน่วยงานในองค์กร ใครคือทีมงานที่สร้างคุณค่าให้กับหน่วยงานและองค์กร ใครคือทีมงานที่จะเป็นกำลังหลักในการร่วมกันนำองค์กร ฝ่าฟันภาวะวิกฤติ และใครคือทีมงานที่…มักจะเอาตัวรอดหรือโดดหนีทันทีเม ื่อเจอพายุกระหน่ำ

มุมดีๆ ยังมีมากกว่านี้…แต่เพียงแค่นี้ ผมก็คิดว่าคุ้มค่าแล้วครับที่เราจะมอง “วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น”ในมุมใหม่ ในทางสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น แทนที่จะมานั่งตกอกตกใจแบบกระต่ายตื่นกลัว เสียเวลาเปล่าๆ

เอาเวลาที่จะไปคิดปลดคนก่อนที่จะแก้ไข หรือใช้ศักยภาพคนที่มีอยู่ เอาเวลาที่จะไปนั่งอ่านข่าวแล้วตกใจแบบไร้สติมาคิดมา หา มามองมุมดีๆ อย่างจริงจังกันดีกว่า

เพราะถ้ายิ่งมองช้าหรือหาไม่พบ..ก็อาจจะพบจุดจบเหมือ นหลายๆ ธุรกิจที่กำลังเป็นก็ได้นะครับ

เรื่อง : ธีรพล แซ่ตั้ง

beachboy
01-12-2008, 11:25 AM
อีกหนึ่งคำแนะนำดีๆ ตัดทอนมาจาก posttoday วันนี้ครับ :)

เช็กด่วน! คุณเข้าข่ายเสี่ยงตกงานหรือเปล่า ? วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เครียด เครียด เครียด ไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวา ปะหน้าผู้คนระดับไหน กลุ่มอาชีพใด ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เครียด”
จนเริ่มสงสัยว่า จะเครียดอะไรกันนักกันหนา บางคนก็พลอยเครียดตามกระแสไปก็มี เฮ้อ!
แต่ก็ถึงบางอ้อ! ได้ไม่ยาก เมื่อเห็นดัชนีหุ้นร่วงกราว เพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (นี่เอง)

ปัญหาการล่มสลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในประเทศสหร ัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแพร่กระจายไปยังทุกภูม ิภาคของโลก แม้แต่ประเทศไทยก็ไม่ปรานีละเว้นกันบ้างเลย ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และกระทบกับประชาชนตาดำๆ ก็คือ “การเลิกจ้าง”

ในภาวะเศรษฐกิจและสังคมบ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ทุกคนย่อมได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกัน ทว่าคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักวิชาการต่างๆ ได้ออกมาแถลงกันว่า อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะตกงานหรือไม่ นี่ไม่ใช่การขู่ให้กลัวแต่บอกกันไว้ให้รู้ตัวแต่เนิ่ นๆ เพื่อจะได้ตั้งตัวรับมือได้ทัน
##############

ตกงาน...อย่าตกใจ

วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการบริษัท สถาพรบุ๊คส์ และนักคิดนักเขียน มีผลงานในคอลัมน์ First Work @ Life นิตยสารเฟิร์ส ได้ให้มุมมองเอาไว้

“ทำงานอะไรย่อมมีความเสี่ยงเหมือนกันหมด มีมากมีน้อยต่างกัน สิ่งที่สำคัญต้องประเมินตัวเองตลอด ทำอย่างไรให้อยู่เหนือคนอื่น ดูขีดความสามารถตัวเอง เราช้า เราหยุดนิ่งไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็ด้อยกว่า อยู่ในจุดที่เสี่ยงกว่าคนอื่นแน่นอน

ในภาวการณ์แบบนี้ ความคิดความอ่านเราต้องพัฒนา พยายามต่อยอดความคิดเป็นการกระทำ ปัญหาใหญ่คือ อะไรที่ทำนานๆ จะชินแล้วปรับเปลี่ยนยาก บางคนอยู่กับความเคยชิน จะทำอะไรก็กลัวว่าคนอื่นจะมองยังไง เราต่างหากที่ควรถามตัวเองว่า เรามองโอกาสนั้นยังไง คิดแล้วลงมือทำ เพิ่มโอกาสอยู่รอดให้ตัวเองอย่าให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง เถ้าแก่ คีย์ของมันคือ คนไม่ใช่เครื่องจักร ถ้าเราไม่สามารถปรับตัวเองให้ไปก่อนคนอื่นได้ ยังย่ำอยู่กับที่ก็เสียเปรียบ ในวิกฤตย่อมมีโอกาส มีธุรกิจที่ร่วง ก็มีรุ่ง การมองออกเราก็รอด แน่นอนต้องมีคนเจ็บ แต่เราทำอย่างไรไม่ให้เจ็บ ก็ต้องมองหา ปัญหาส่วนใหญ่ของคนคือ ขาดการมองอย่างรอบด้าน คิดกันเป็นจุดๆ ไม่คิดภาพใหญ่

ถ้าตกงานแล้ว ในภาวะแบบนี้ให้ดูว่างานอะไรบ้างที่เรายังมีโอกาสรุ่ ง ธุรกิจประเภทไหนที่มีโอกาสรุ่ง เมื่อเลือกได้แล้ว พิจารณาดูว่าในงานที่เรามองหาอยู่นั้น เขาต้องการคนที่มีคุณสมบัติแบบไหน แล้วมาเทียบตัวเองว่าเรามีอะไรบ้าง ขาดอะไรบ้าง คือส่วนที่เราต้องเติม เราต้องมุ่งมั่นไขว่คว้าโอกาสนั้นมา

ส่วนเด็กจบใหม่ที่กำลังจะหางาน ต้องอย่ากลัว ถ้าใจกลัวก็แพ้ตั้งแต่แรกแล้ว อย่าตื่นตระหนก เตรียมความพร้อมและกล้าที่จะเข้าไปสมัครงาน บางคนคิดว่าเศรษฐกิจไม่ดีไม่อยากหางาน แต่การหางานบ่อยๆ ผ่านการสัมภาษณ์มาหลายครั้ง จะเพิ่มความเชื่อมั่น จะรู้แนวคำถาม ว่านายจ้างต้องการอะไร บางครั้งความล้มเหลวก็ให้ประสบการณ์ที่มีค่า เราจะไม่ได้ถ้าไม่ทำ

ต่อมาดูตัวเองมีบุคลิกภาพอย่างไร ต้องพัฒนาปรับปรุงตัวเองทั้งในเรื่องของการแสดงออก ความคิดภายใน วาจาทั้งหลายช่วยได้ ประเด็นมีอย่างเดียวคือ อย่ามองว่าทุกคนจะได้งานหมด แต่จะทำอย่างไรให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น”

ใช้พลังสุขภาพจิต เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

เมื่อวานยังนั่งทำงานหน้าแป้นอยู่ดีๆ วันนี้ได้รับข่าวร้าย อนาคตอันใกล้นี้จะไม่มีงานทำเสียแล้ว ปัจจัยนี้สมควรแก่การ “เครียด” (เว้ย) ...แต่ตกงานอย่าตกใจ

นพ.ทวีสิน วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักสุขภาพจิตสังคม และโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พูดถึงผลการศึกษาของกรมสุขภาพจิต เรื่องวิกฤตที่กระทบกับจิตใจผู้คนตอนนี้

“มีอยู่ 3 ด้านใหญ่ๆ คือ 1.วิกฤตเรื่องของชีวิต เช่น ปัญหาครอบครัว ติดเกม เป็นเรื่องส่วนบุคคล 2.วิกฤตทางด้านเศรษฐกิจที่มีผลกระทบมาจากฝั่งตะวันตก และ 3.วิกฤตการเมือง

ยิ่งตอนนี้วิกฤตเศรษฐกิจกับการเมืองบวกกันยิ่งทวีควา มรุนแรง คนที่ได้รับผลกระทบคือ ระดับใช้แรงงานกลุ่มนี้โดนก่อนเลย เพราะต้นทุนชีวิต สังคม เศรษฐกิจน้อยกว่า ซึ่งปัญหาตรงนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักให้ได้ ก่อนอันดับแรกว่าจะต้อง เกิดขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบตามมาทางด้านจิตใจก่อนเลย แม้กระทั่งคนที่มีงานทำอยู่ก็เริ่มกังวลกลัวจะตกงานเ หมือนกัน”

ในภาวการณ์แบบนี้การให้มองเหตุการณ์ในแง่ร้ายไว้ก่อน ซึ่ง นพ.ทวีสิน บอกว่า จะทำให้เราเตรียมตัวได้ทัน
“ถ้าเราไม่ฟังเสียงเตือนก็จะกระทบแรง ต้องมีภูมิคุ้มกันไว้ ถ้าเราเตรียมด้านจิตใจไว้ก่อน ก็สามารถจัดการได้”

ปัญหานี้อธิบดีกรมสุขภาพจิต นพ.ชาตรี บานชื่น ก็ได้สั่งการหน่วยงานของทางกรมให้ใช้ความรู้ หลักการต่างๆ ทั้งหลายมาช่วยเหลือ โดยใช้พลังสุขภาพจิตเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

“หลังเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายที่เข้ามา เราจะเห็นคนรอดชีวิตได้ก็คือคนตั้งสติ คิดอย่างรอบคอบ ปรับอารมณ์จิตใจให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าเจอวิกฤตต้องมาสำรวจตรวจสอบตัวเองว่า เราอยู่ในสถานการณ์อย่างไร หันมาดูแลจิตใจของเรา ที่มีความหลากหลายในเชิงต้นทุนทางสังคม ทางศาสนา ครอบครัว หลายคนตกงานก็กลับบ้านต่างจังหวัด แทนที่จะอยู่เฉยๆ ไปอยู่กับครอบครัว ใช้ต้นทุนเดิม

อย่าคิดว่าตกงานเป็นปัญหา ใช้พลังบวกกับความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปพลิกฟื้ นความยากจนในต่างจังหวัด จากที่เป็นแรงงานให้คนอื่นร่ำรวย ก็ไปทำงานเกษตร ทำให้เรารวยบ้าง

ถ้าเครียดกับปัญหาเรื่องเงิน อย่าคิดว่ามีเราคนเดียว ถ้าปัญหามันอยู่ตรงนี้ อย่าคิดว่าเราเจอทางตัน เราต้องมีชีวิตเดินไปข้างหน้า เมืองหลวงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ก็กลับไปตั้งหลักที่ต่างจังหวัด ต้นทุนค่าใช้จ่ายก็น้อยลง ใช้แรงกายแรงใจพลังสมอง ไม่มีสตางค์ไปหาเอาข้างหน้าได้ อย่ามองเห็นแค่ตัวเลขเฉพาะในบัญชี เงินสามารถงอกเงยในชีวิตต่างจังหวัดได้”

ความเครียดเป็นเรื่องปกติของคนที่เจอปัญหา ยิ่งการว่างงานเพราะเป็นสิ่งคุกคามที่เข้ามาในชีวิต รู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง แต่เครียดอย่างไรให้เป็นการสร้างสรรค์ ให้เป็นแรงผลักดัน

“เวลามีความเครียดจะแสดงออกมา 2 ทาง คือ สู้กับหนี ถ้าเราหนี รู้สึกหมดแล้วก็หมดไปตามนั้น ถ้าเราคิดว่าเป็นทางหนึ่งที่เราจะไปหา ก็จะกลายเป็นการสู้ คนที่แพ้แล้วประสบความสำเร็จก็มี ตัวอย่างคนที่ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ดูประสบการณ์จากคนอื่น หาช่องทางเดิน ถ้าหากคุณไม่สามารถรับมือและจัดการกับความเครียดได้ โทร. 1323 มาปรึกษากับนักสุขภาพจิตได้”


อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่
http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=20374

beachboy
02-12-2008, 09:07 AM
เอกชนเซ็งหมดทางพึ่งรัฐ วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

นักธุรกิจอนาถใจหมดทางพึ่งรัฐ ประชุมช่วยเหลือเอกชนเละเป็นโจ๊ก

แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่ได้รับผลกร ะทบจากการปิดสนามบิน ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวานนี้ กลายเป็นเวทีที่น่าผิดหวังที่สุด เพราะการประชุมที่มีแต่เรื่อง ไร้สาระ และไม่มีทางออกว่าจะช่วยเหลือบรรเทาความเสียหายที่เอ กชนได้รับจากเหตุการณ์ นี้อย่างไร

“รัฐมนตรีหลายคนใช้เวทีนี้ถกเถียงว่า ใครเป็นคนผิดระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแด ง โยนความผิดให้กันไปมา พูดแต่สิ่งที่ไม่มีสาระ ทั้งที่ผู้ประกอบการต่างเดือดร้อน และตั้งความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เป็นการประชุมที่เสียเวลาและไร้สาระที่สุด” แหล่งข่าวกล่าว

ขณะที่นายธนาคารที่เข้าร่วมประชุมต่างพยายามหาทางออก ให้กับลูกค้าที่ได้ รับผลกระทบจากการปิดสนามบิน เพราะดอกเบี้ยจากการกู้เงินที่ใช้ในการทำธุรกิจจะวิ่ งเป็นรายวัน ก่อนเข้าประชุมก็คาดหวังว่าน่าจะได้ข้อสรุปที่ดี แต่กลายเป็นว่าไม่มีโอกาสได้พูดในที่ประชุม

“คุณสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ก็พูดอยู่นั่นว่าเสียหายเท่านั้น เท่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นตัวเลขมูลค่าความเสียหายว่าสูงมาก แต่ละหน่วยงานก็มาบอกความเสียหาย ไม่ได้พูดถึงทางแก้วิกฤต มัวแต่ชี้นิ้วใครผิดใครถูก” นายธนาคารรายหนึ่ง กล่าว

อย่างไรก็ดี มองว่ารัฐบาลควรรีบหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการใน เบื้องต้น โดยออกเป็นกฎเกณฑ์แล้วใช้ช่องทางธนาคารช่วยเหลือ เพราะขณะนี้ธนาคารก็อยากช่วยเหลือลูกค้า แต่เกรงว่าจะทำผิดกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หากเลือกปฏิบัติลดดอกเบี้ย หรือยืดระยะเวลาการชำระหนี้


เห็นกระบวนการแก้ปัญหาของผู้มีอำนาจแล้ว ได้แต่ปลง :o

Neo Nazi
30-12-2008, 10:03 PM
A49 เผยพิษการเมืองฉุดงานสะดุด


โดย ข่าวสด วัน เสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 10:50 น.

นายนิธิ สถาปิตานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด หรือ A49 กล่าวว่า จากหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ล่าสุดผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม โรงแรม และ รีสอร์ต 4-5 ราย ที่เพิ่งเจรจาไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เพื่อเตรียมว่าจ้างให้บริษัทรับงานออกแบบสถาปัตยกรรม โครงการ ต้องขอชะลอดูสถานการณ์ในปี52 ก่อนจะตัดสินใจลงทุนอีกครั้ง โดยเฉพาะปัจจัยการเมืองในประเทศหากนิ่งเร็ว เชื่อว่ากิจกรรมการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จะกลับมา ได้ ส่วนปัญหาวิกฤตการเงินในสหรัฐและยุโรป บริษัทมองว่าประเทศไทยคงได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะขนาดธุรกรรมทางการเงินของไทยยังไม่ใหญ่ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบบ้าง

อย่างไรก็ดี บริษัทก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในแง่ของการบ ริหารจัดการ อาทิ ลดงบประมาณในการส่งสถาปนิกไปดูงานสถาปัตยกรรมในต่างป ระเทศลง จากปกติที่ใช้ประมาณปีละ 5-10 ล้านบาท รวมถึงการเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาลูกค้าให้ม ากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับองค์กรและประวัติทางด้านการเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความอ่อนไหวของเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ขณะเดียวกันล่าสุดบริษัทได้จัดงาน ครบรอบ 25 ปี A49 โดยได้รวบรวมผลงานแบบสถาปัตยกรรมแห่งความสำเร็จตลอดร ะยะเวลา 25 ปีของการก่อตั้ง จัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปชม ตั้งแต่วันที่ 5-9 พ.ย.นี้ ที่ลานอีเด็น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

http://news.sanook.com/economic/economic_319325.php

ปีหน้าบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานเยอะๆท่าจะแย่ ตัวเล็กๆอย่างผมคงต้องลุ้นกันต่อไป:)

Blackshadow
05-02-2009, 10:18 PM
ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ลูกผมกิน น้ำข้าวแทนนมแน่ :eek:

jecked
07-04-2009, 07:22 PM
ลองฟังหน้าหมู(พงษ์เทพ)ใหความเห็นเรื่องหุ้นดูครับ

http://upload.dkrub.com/show.php/780_06IMF.rar.html

jecked
07-04-2009, 07:25 PM
แถมครับ ฮาดีมีแนวคิด

http://upload.dkrub.com/show.php/781_08.rar.html

golden_kvy
16-08-2009, 02:31 PM
เศรษฐกิจจะดีจะแย่ คนมีรายได้ดีขึ้นมันก็แค่ชนชั้นสูง พวกชนชั้นล่างจนถึงพวกรากหญ้าอย่างพวกเราคนส่วนใหญ่ข องประเทศก็จนเหมือนเดิม