Thai3Dviz  

Go Back   Thai3Dviz > IT hardware & software > Software

Software ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมทั่วไป antivirus

Reply
 
Share Thread Tools Display Modes
Old 10-01-2008, 12:37 AM   #1
SomeOne
นักล่าสมบัติ
 
SomeOne's Avatar
 
Join Date: Dec 2007
Posts: 81
SomeOne will become famous soon enough
Send a message via MSN to SomeOne
Default การแก้ปัญหา Windows XP ด้วย Recovery Console

การแก้ปัญหา Windows XP ด้วย Recovery Console

* จากที่ผมได้ไปพบบทความนี้ในเวบ icafezone.net และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่ทราบ และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาในกรณีที่เจอปัญหาประเภ ทที่เรียกว่า "จอฟ้า" Blue Screen of Death หรือการแสดง Error ของ NTLDR ต่างๆที่หลายๆคนคงจะปวดหัวกับการแก้ปัญหาหรือเพื่อนๆ บางคนอาจจะจนปัญญาจนต้อง Format ใหม่ทำให้ข้อมูลต่างๆ หายหมดสิ้น ผมจึงอยากจะนำบทความนี้มาฝากไว้ให้เพื่อนๆได้ศึกษากั นครับขอบคุณมากครับ By SomeOne

--------------------------------------------------------------------------------

ในปัจจุบันผู้ที่ใช้ Windows XP มีจำนวนมาก แต่เนื่องจากโครงสร้างของ Windows XP นั้นมาจาก Windows NT/2000
จึงทำให้การแก้ไขเมื่อเครื่องมีปัญหาแตกต่างจาก Windows 95/98/Me (จะมี DOS)
ใน Windows XP มีรูปแบบของการกู้หรือแก้ไขระบบที่มากขึ้นและซับซ้อน กว่าเดิมมาก จนบางครั้งแม้แต่ผู้ที่ชำนาญด้านการจัดการปัญหาบน Windows 95/98/Me ถึงกับอ่อนใจเมื่อเจอกับ Windows XP

ดังนั้นหนทางในการแก้ไขปัญหาส่วนมากก็คือการล้าง (Format) ฮาร์ดดิสก์แล้ว ทำการติดตั้งวินโดวส์ รวมไปถึงโปรแกรมทั้งหมดใหม่อีกครั้ง นั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนัก เพราะปัญหาบางอย่างมันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ซ้ำยังทำให้เสียเวลาในการต้องเซ็ตระบบใหม่ทั้งหมด

วันนี้ผมจะมาแนะนำให้รู้จักส่วนที่ใช้จัดการกู้ระบบ หรือการ Repair หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Recovery Console ซึ่งมีอยู่ในแผ่น WinXP เองครับ

อะไรคือ Recovery Console?

Recovery Console ก็คล้ายกับ Safe mode ของวินโดวส์ 95/98/Me แหละครับ เพียงแต่ว่า ถ้าเครื่องไม่สามารถบูตได้เลย หรือเกิดข้อความผิดพลาดเกี่ยวกับไฟล์ boot.ini, ntldr, ntdetect.com เสียหาย ซึ่งส่งผลให้เราต้องแก้ไขปัญหาด้วยการพิมพ์คำสั่งเข้ าไปเท่านั้น ไม่สามารถเข้าสู่วินโดวส์ XP ได้เลย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ใช้กู้ระบบให้กลับมาทำ งานได้ตามปกตินั้นเองครับ

วิธีการติดตั้ง Recovery Console

จริงๆแล้วอาจจะติดตั้งหรือไม่ติดตั้งก็ได้ครับ อย่าเพิ่งงงนะครับ

- แบบที่ติดตั้ง ก็คือติดตั้งRecovery Console ไว้ในเครื่องเลย
- แบบไม่ติดตั้ง ก็คือใช้แผ่น Windows XP บู๊ตแล้วเข้าสู่การใช้งาน Recovery Console

ทั้งสองแบบแตกต่างกันตรงที่ ถ้าเป็นแบบไม่ติดตั้ง ต้องใช้แผ่น Windows แท้เท่านั้น (ท่านใดใช้ของเทียมแล้วเข้าได้บอกผมด้วยนะครับ) และในขั้นตอนการเข้าสู่การใช้งาน Recovery Console ต้องบู๊ตผ่านแผ่น Windows XP ครับ

การติดตั้ง Recovery Console

ก่อนอื่นท่านต้องใส่แผ่น WinXP ก่อนนะครับ (แผ่นเทียมก็ได้ครับ)
แล้วพิมพ์ d:\i386\winnt32.exe /cmdcons
ที่ Run (Start > Run)
*** d หมายถึงไดรฟ์ที่ใส่แผ่น WinXP ครับ ****
แล้วโปรแกรมจะเริ่มทำการติดตั้งครับ ในขั้นตอนการติดตั้งสามารถ Skip ขั้นตอนการติดต่อ Internet ก็ได้ครับไม่มีปัญหาอะไรครับ หลังจากติดตั้งเสร็จ ต้อง Restart เครื่องครับ

วิธีการเข้าสู่ Recovery Console

1.แบบติดตั้ง

บู๊ตแบบปกติครับ (อาจต้องใช้แผ่น Windows XP ในกรณี ดึงไฟล์จากแผ่น) ก่อนจะบู๊ตเข้า Windows จะโชว์หน้าจอให้เลือกระหว่าง เข้า Windows กับเข้า Recovery Console
(ระบบจะตั้งเวลานับถอยหลัง 30 วินาทีครับ ถ้าไม่มีการกดเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง มันจะเข้าสู่ Windows อัตโนมัติครับ) เมื่อเลือก Recovery Console แล้วกด Enter จะปรากฏหน้าจอ Microsoft Windows XP(TM) Recovery Console ครับ

2.แบบไม่ได้ติดตั้ง

ใส่แผ่น Windows XP (แท้) เข้าไปในไดรฟ์เมื่อเปิดเครื่อง และต้องเซตให้บู๊ตจาก CD/DVD ROM ใน Bios ก่อนนะครับ ขณะแสดงข้อความว่า Press any key to boot from CD.. ให้กดปุ่มอะไรก็ได้ 1 ครั้งเพื่อเข้าสู่ Windows XP Setup รอโหลดไดรเวอร์และไฟล์ระบบสักครู่ จะแสดงหน้าจอขึ้นมา ตรงมุมบนซ้ายสุดเขียนว่า Windows XP Professional Setup (หรือ Windows XP Home Setup) ให้กดปุ่ม R เพื่อเข้าสู่โหมด Recovery Console รอสักครู่จะปรากฏหน้าจอ Microsoft Windows XP(TM) Recovery Console

หลังจากนี้ ทั้ง 2 แบบ ก็จะเหมือนกันแล้วครับ

ซึ่งแสดงข้อความถามเราว่า Which Windows installation would you like to log onto เหนือข้อความนี้จะแสดงตำแหน่งที่มีการติดตั้งวินโดวส ์ที่อยู่ใน เครื่องของเราทั้งหมด (อย่างเช่นของผมมีการติดตั้งวินโดวส์ XP อย่างเดียวที่ C:\Windows ก็จะแสดงเป็น 1: C:\Windows) ให้ท่านกดปุ่มตัวเลขที่เป็นตำแหน่งของโฟลเดอร์ที่ติด ตั้งวินโดว ส์ XP (ที่นี้ผมกด 1) ตามด้วย Enter แต่ถ้าต้องการออกจาก Recovery Console ก็ให้กดปุ่ม Enter โดยที่ไม่ต้องพิมพ์ตัวเลขใดๆ ลงไป จากนั้นวินโดวส์จะให้ใส่รหัสผ่านของผู้ควบคุมระบบ (Administrator) ซึ่งรหัสผ่านนี้จะลืมไม่ได้ และเป็นรหัสผ่านที่เราได้ตั้งเอาไว้เมื่อครั้งที่เรา ติดตั้งวิน โดวส์ XP (ใครลืมรหัสผ่านนี้ก็ยังไม่หมดสิทธิ์นะครับ คงต้องแก้ไขปัญหาด้วยการลบ Pass ด้วยโปรแกรม Active Password Changer ก่อนนะครับ โดยอาจทำเป็น Boot Floppy Disk โหลดโปรแกรมได้ด้านล่างครับ) เมื่อพิมพ์รหัสผ่านแล้วก็กด Enter (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่อะไร กด Enter ผ่านเลยครับ) จะเข้าสู่ตำแหน่งที่ติดตั้งวินโดวส์เอาไว้ (ของผมก็จะอยู่ที่ C:Windows) ถ้าท่านต้องการให้แสดงคำสั่งที่สามารถใช้งานได้ในโหม ด Recovery Console นี้ ก็ให้พิมพ์ HELP แล้ว Enter (ต้องการเลื่อนดูทีละบรรทัดกด Enter, เลื่อนทีละหน้ากดเว้นวรรค และยกเลิกให้กด ESC) ผมจะขอแนะนำการใช้งานคำสั่งทั้งหมดคร่าวๆ ดังนี้

คำสั่งทั่วไป

ATTRIB ใช้สำหรับเปลี่ยนคุณลักษณะ (Attribute) ของไฟล์ มีรูปแบบเป็น ATTRIB +/-R +/-S +/-H +/-C ชื่อไฟล์ โดยตัวอักษร R คือตั้ง/ยกเลิกไฟล์อ่านอย่างเดียว (Read only), S คือตั้ง/ยกเลิกให้เป็นไฟล์ระบบ (System), H คือตั้ง/ยกเลิกการซ่อนไฟล์ (Hidden) และ C คือตั้ง/ยกเลิกให้เป็นไฟล์ที่ถูกบีบอัด (Compressed) เช่นต้องการตั้งค่าไฟล์ manual.txt ให้ยกเลิกการอ่านอย่างเดียวและตั้งเป็นไฟล์ซ่อน จะพิมพ์ ATTRIB -R +H C:manual.txt

BATCH ใช้รันคำสั่งที่อยู่ในไฟล์ตัวอักษร (Text file) มีรูปแบบเป็น BATCH Inputfile Outputfile โดย Inputfile ก็คือไฟล์ Text ที่จะให้รัน ส่วน Outputfile จะเป็นชื่อไฟล์ที่ให้เก็บผลลัพธ์จากการรัน (ไม่ใส่ก็ได้) ถ้าไม่ใส่ Outputfile จะแสดงผลการรันออกจากจอภาพแทน

CD หรือ CHDIR ใช้เปลี่ยนตำแหน่งของโฟลเดอร์ปัจจุบัน มีรูปแบบคำสั่งเป็น CD folder-name หรือ CHDIR folder-name โดย folder-name คือตำแหน่งโฟลเดอร์ที่จะไป กรณีที่พิมพ์ CD (หรือ CHDIR) ตามด้วยไดรฟ์ (เช่น CD C: หรือ CHDIR C: ) จะแสดงตำแหน่งปัจจุบันของไดรฟ์นั้นๆ, พิมพ์ CD (หรือ CHDIR) อย่างเดียว จะแสดงปัจจุบันที่อยู่ขณะนั้น ถ้าพิมพ์ CD .. หรือ CHDIR .. เป็นการออกไปที่โฟลเดอร์ก่อนหน้านี้หนึ่งขั้น คำสั่งนี้จะใช้งานได้กับโฟลเดอร์ของระบบเท่านั้น สำหรับการใช้งานร่วมกับชื่อไฟล์แบบยาว (ที่มีการเว้นวรรค) สามารถใช้เครื่องหมาย " " คร่อมชื่อไฟล์หรือโฟลเดอร์แบบยาวได้ทันที เช่น CD "C:Program FilesMicrosoft Office"

CLS ใช้ล้างตัวอักษรที่อยู่บนจอภาพ เพื่อพร้อมที่จะสั่งการอย่างอื่นต่อไป

COPY ใช้สำเนาไฟล์ต่างๆ มีรูปแบบ COPY source destination ซึ่ง source ก็คือตำแหน่งไฟล์ต้นทาง และ destination ก็คือตำแหน่งปลายทางที่จะสำเนาไป ในการใช้งานคำสั่งนี้จะใช้เครื่องหมาย * และ ? (wildcards) อย่างที่คุ้นเคยกันไม่ได้ ต้องพิมพ์ชื่อไฟล์และตำแหน่งเต็มอย่างถูกต้อง ทั้งยังไม่สามารถสำเนาไปยังสื่อที่เคลื่อนย้ายได้ (เช่นแผ่นดิสก์) และสำหรับการสำเนาไฟล์จากแผ่นซีดีติดตั้งวินโดวส์นั้ น ไฟล์ที่ถูกสำเนาจะถูกขยายออกจากการบีบอัดทันที

DEL หรือ DELETE ใช้ลบไฟล์ที่ต้องการ มีรูปแบบ DELETE filename โดย filename จะเป็นตำแหน่งและชื่อของไฟล์ที่ต้องการจะลบทิ้ง คำสั่งนี้จะใช้ได้กับโฟลเดอร์ของระบบและสื่อที่เคลื่ อนย้าย (เช่น แผ่นดิสก์) ได้เท่านั้น

DIR แสดงรายชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ที่มีอยู่ในตำแหน่งปัจจุบ ัน โดยในส่วน attribute จะแสดงประเภทคือ D = โฟลเดอร์, H = ไฟล์ที่ซ่อนไว้, S = ไฟล์ระบบ, E = ไฟล์ที่เข้ารหัสไว้, R = ไฟล์ที่อ่านได้อย่างเดียว, A = ไฟล์ทั่วไป, C = ไฟล์ที่บีบอัดไว้ และ P = จุดต่อของไฟล์ (Reparse Point)

EXIT ใช้ออกจากโหมด Recovery Console แล้วรีสตาร์ทเครื่องใหม่ทันที

EXPAND ใช้ขยายไฟล์ออกมาจากไฟล์ที่บีบอัดไว้ (เช่น ไฟล์ที่ติดตั้งวินโดวส์ซึ่งเป็น .cab) มีรูปแบบ EXPAND source /F:filename destination /Y /D คือ source เป็นชื่อไฟล์บีบอัดที่ต้องการขยาย และ filename เป็นชื่อไฟล์ที่ต้องการขยายออกมา, destination เป็นตำแหน่งที่ต้องการขยายไฟล์ออกไป ส่วน /Y เป็นการให้สำเนาไฟล์ลงไปทับไฟล์ที่มีอยู่แล้วทันทีโด ยไม่ต้องถา มยืนยัน /D เป็นการให้แสดงไฟล์ซึ่งถูกบีบอัดไว้ในไฟล์ source เท่านั้น ไม่ต้องขยายออกมา ในการใช้คำสั่งนี้จะใช้ /D ร่วมกับคำสั่ง /F:filename destination /Y ไม่ได้

HELP ใช้แสดงคำสั่งที่สามารถใช้งานได้ในโหมด Recovery Console ได้ ถ้าต้องการคำแนะนำในการใช้คำสั่งต่างๆ ให้พิมพ์ HELP command โดย command ก็คือคำสั่งที่ท่านต้องการคำแนะนำ

MD หรือ MKDIR ใช้สร้างโฟลเดอร์ขึ้นมาใหม่ มีรูปแบบ MD folder-name หรือ MKDIR folder-name ซึ่ง folder-name ก็คือชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการจะสร้างขึ้นใหม่ คำสั่งนี้จะใช้งานได้เฉพาะภายในโฟลเดอร์ระบบ และสื่อที่เคลื่อนย้าย (เช่น แผ่นดิสก์) ได้เท่านั้น

MORE ใช้อ่านข้อความที่อยู่ในไฟล์ตัวอักษร (Text file) ขึ้นมาแสดงผลบนหน้าจอ มีรูปแบบ MORE filename โดย filename คือชื่อไฟล์ที่ต้องการให้แสดงผล

RD หรือ RMDIR ใช้ลบโฟลเดอร์ที่ต้องการ มีรูปแบบ RD folder-name หรือ RMDIR folder-name ซึ่ง folder-name ก็คือชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการจะลบ คำสั่งนี้จะใช้งานได้เฉพาะภายในโฟลเดอร์ระบบ และสื่อที่เคลื่อนย้าย (เช่น แผ่นดิสก์) ได้เท่านั้น

REN หรือ RENAME ใช้เปลี่ยนชื่อของไฟล์ มีรูปแบบ REN drive: pathfilename1 filename2 หรือ RENAME drive: pathfilename1 filename2 โดย drive คือชื่อไดรฟ์และ path คือตำแหน่งที่อยู่ของไฟล์ ส่วน filename1 คือชื่อไฟล์ที่ต้องการจะเปลี่ยนชื่อ และ filename2 คือชื่อที่ต้องการให้เปลี่ยนเป็น คำสั่งนี้จะใช้งานได้เฉพาะภายในโฟลเดอร์ระบบ และสื่อที่เคลื่อนย้าย (เช่น แผ่นดิสก์) ได้เท่านั้น

TYPE ใช้อ่านข้อความที่อยู่ในไฟล์ตัวอักษร (Text file) ขึ้นมาแสดงผลบนหน้าจอ (เช่นเดียวกับ MORE) มีรูปแบบ MORE filename โดย filename คือชื่อไฟล์ที่ต้องการให้แสดงผล
__________________
N o b o d y Is Perfect... !!
SomeOne is offline  

Reply With Quote
Old 10-01-2008, 12:38 AM   #2
SomeOne
นักล่าสมบัติ
 
SomeOne's Avatar
 
Join Date: Dec 2007
Posts: 81
SomeOne will become famous soon enough
Send a message via MSN to SomeOne
Default

คำสั่งเกี่ยวกับดิสก์ และไดรฟ์

CHKDSK ใช้ตรวจสอบดิสก์ว่ามีพื้นที่หรือไฟล์ที่เสียหายหรือไ ม่ มีรูปแบบ CHKDHK drive: /P /R โดย /P คือสั่งให้ตรวจสอบทุกไดรฟ์ที่มีอยู่ในเครื่อง และ /R คือให้แสดงรายละเอียดตำแหน่งพื้นที่ที่เสีย (Bad sector) และที่กู้ขึ้นมาด้วย ในการใช้งานคำสั่งนี้จำเป็นจะต้องมีไฟล์ Autochk.exe อยู่ที่โฟลเดอร์ระบบด้วย ถ้าไม่มีไฟล์นี้ตัวโปรแกรมจะหาจากแผ่นซีดี (หรือแผ่นดิสก์) ที่ใช้ติดตั้งโดยอัตโนมัติ ถ้ายังไม่พบอีก ก็จะแสดงข้อความผิดพลาดเพื่อให้ระบุตำแหน่งที่มีไฟล์ Autochk.exe อยู่

DISKPART ใช้จัดการกับพาร์ทิชันของฮาร์ดดิสก์ระบบ มีรูปแบบ DISKPART /add /delete device-name | drive-name | partition-name | size ซึ่ง /add ก็คือสร้างพาร์ทิชัน และ /delete คือลบพาร์ทิชันที่มีอยู่ ส่วน device-name เป็นชื่ออุปกรณ์ที่จะสร้าง/ลบ, drive-name คือตำแหน่งไดรฟ์ (เช่น C: ), partition-name คือชื่อของตำแหน่งพาร์ทิชัน (เช่น DeviceHardDisk0Partition1) เราอาจจะพิมพ์ DSIKPART อย่างเดียวก็ได้ แล้วจะแสดงโปรแกรมสำหรับจัดการพาร์ทิชันขึ้นมา ซึ่งจะง่ายกว่าการพิมพ์คำสั่งเองตรงๆ

FORMAT ใช้สั่งฟอร์แมตดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ มีรูปแบบ FORMAT drive: /Q /FS:FAT | FAT32 | NTFS สำหรับ drive: ก็คือไดรฟ์ที่ต้องการฟอร์แมต, /Q คือสั่งให้ฟอร์แมตอย่างเร็ว (คล้ายกับการลบไฟล์ทั้งหมด) และ /FS: เป็นการสั่งให้ฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ด้วยรูปแบบไฟล์ประเภ ทใด คือแบบ FAT, แบบ FAT32 หรือแบบ NTFS

MAP ใช้แสดงรายชื่อไดรฟ์ทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่กับเครื่ องของเรา สามารถใช้ MAP ARC ได้ด้วยเพื่อจะแสดงตำแหน่งฮาร์ดดิสก์เป็น multi(0)disk(0)rdisk(0)partition(1)

คำสั่งเกี่ยวกับระบบของวินโดวส์

BOOTCFG ใช้จัดการกับรูปแบบของการบูตวินโดวส์ มีรูปแบบ BOOTCFG /add /scan /rebuild /default /list โดย /add ก็คือเพิ่มรูปแบบการบูตเข้าไปอีก, /scan คือสั่งให้สแกนทุกดิสก์เพื่อหาโฟลเดอร์ที่ติดตั้งวิน โดวส์อยู่ แล้วแสดงผลให้ทราบ, /rebuild คือให้ถามย้ำในส่วนของการติดตั้งวินโดวส์ทั้งหมด และให้ผู้ใช้เลือกว่าจะเพิ่มค่าใดบ้าง ส่วน /default สำหรับตั้งตำแหน่งบูตปกติ และ /list คือให้แสดงรายการของตำแหน่งบูตปัจจุบันที่มีอยู่

DISABLE ใช้ปิดการทำงานของไดรเวอร์และไฟล์บริการ (Service) มีรูปแบบ DISABLE service-name ซึ่ง service-name ก็คือชื่อไดรเวอร์หรือบริการที่ต้องปิดการทำงาน คำสั่งนี้จะแสดงรูปแบบปัจจุบันก่อนที่จะปิดการทำงาน ท่านควรจะจดค่านี้ไว้เพื่ออาจใช้ในการเปิดการทำงานใน ภายหลัง จะได้ตั้งค่าได้อย่างถูกต้อง รูปแบบจะมี SERVICE_BOOT_START คือเริ่มทำงานทันทีเมื่อบูตระบบ, SERVICE_SYSTEM_START คือทำงานพร้อมกับระบบ, SERVICE_AUTO_START คือทำงานอัตโนมัติ, SERVICE_DEMAND_START คือเป็นไฟล์บริการที่จำเป็นกับระบบ และ SERVICE_DISABLED คือไฟล์นี้ถูกปิดการทำงานอยู่แล้ว

ENABLE ใช้เปิดการทำงานของไดรเวอร์และไฟล์บริการ (Service) มีรูปแบบ ENABLE service-name start-type สำหรับ service-name คือชื่อไฟล์บริการที่ต้องการเปิดการทำงาน และ service-type คือประเภทของการทำงาน โดยจะมี SERVICE_BOOT_START, SERVICE_SYSTEM_START, SERVICE_AUTO_START และ SERVICE_DEMAND_START ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับการใช้คำสั่ง DISABLE

FIXBOOT ใช้แก้ไขไฟล์บูตระบบที่เสียหาย มีรูปแบบ FIXBOOT drive: ซึ่ง drive: ก็คือไดรฟ์ที่ต้องการให้สร้างไฟล์ระบบใหม่

FIXMBR ใช้แก้ไขบูตเรคอร์ดหลักของระบบ มีรูปแบบ FIXMBR device-name โดย device-name ก็คือชื่อของอุปกรณ์ที่จะต้องการแก้ไขบูตเรคอร์ดหลัก (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

LISTSVC ใช้แสดงรายการของไดรเวอร์และไฟล์บริการ (Service) ทั้งหมด ถ้าต้องการเลื่อนดูทีละบรรทัดกด Enter, เลื่อนทีละหน้ากดเว้นวรรค และยกเลิกให้กด ESC

LOGON ใช้ล็อกอินเข้าสู่วินโดวส์ในฐานะของผู้ควบคุมระบบ (Administrator) จะใช้เมื่อต้องการเข้าไปยังตำแหน่งที่ติดตั้งวินโดวส ์ที่อื่น (แบบเดียวกับที่แสดงตอนที่เข้ามายัง Recovery Console )
fotodunk is offline แจ้งลบ ตอบพร้อมอ้างถึงข้อความเดิม

NET ใช้ทำการเชื่อมต่อกับไดรฟ์ที่อยู่ในเครือข่าย (Map drive) มีรูปแบบ NET USE server-nameshare-name /USER:domain-nameuser-name password drive: /D โดย server-name ก็คือชื่อของเครื่องในเครือข่าย, share-name คือชื่อไดรฟ์ที่แชร์ในเครื่องเครือข่าย สำหรับ domain-name คือชื่อของโดเมนในเครือข่าย, user-name คือชื่อผู้ใช้ที่จะล็อกอินเข้าไป ค่า password เป็นรหัสผ่าน ซึ่งถ้าไม่ใส่ มันจะแสดงข้อความให้เราใส่ในภายหลัง ถ้ามีการตั้งรหัสผ่านเอาไว้ และ drive: คือชื่อตำแหน่งไดรฟ์ที่ต้องเชื่อมต่อ ส่วน /D ให้ใส่เมื่อเราต้องการยกเลิกการเชื่อมต่อ (Disconnect)

SYSTEMROOT ใช้ตั้งตำแหน่งปัจจุบันให้เป็นตำแหน่งหลักของระบบ (ในการใช้คำสั่งนี้จะต้องมั่นใจว่าตำแหน่งโฟลเดอร์ที ่อยู่ปัจจุ บันนั้น มีไฟล์ระบบที่ใช้สำหรับบูตวินโดวส์ด้วย มิฉะนั้นอาจส่งผลกับเครื่องได้)

จากคำสั่งที่ใช้งานในโหมด Recovery Console จะเห็นได้ว่าทางไมโครซอฟท์ได้ใส่โปรแกรมที่ช่วยเหลือ เราในการแก้ไขปัญหาของเครื่องไว้มากพอสมควรทีเดียว

อย่างเช่นกรณีที่ไฟล์บูตของเครื่องเสียหาย เราก็สามารถใช้คำสั่ง FIXBOOT ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลามาล้างฮาร์ดดิสก์แล้วลงโปรแกรมใหม่ทั ้งหมดอีก ยิ่งถ้าเรามีข้อมูลที่สำคัญมาก ก็ต้องวุ่นวายในการถอดฮาร์ดดิสก์ของเราไปใส่เครื่องอ ื่นเพื่อสำเนาข้อมูลก่อนจะล้างฮาร์ดดิสก์

สำหรับการติดตั้งโปรแกรมบางตัวที่มีการโหลดไฟล์บางอย ่างเข้าไปในระบบ แล้วส่งผลให้เครื่องเราแฮงก์ ก็ลองใช้คำสั่ง LISTSVC เพื่อหาชื่อไฟล์ของโปรแกรมนั้น แล้วใช้คำสั่ง DISABLE เพื่อปิดการทำงานของไฟล์โปรแกรมนั้นได้ ซึ่งอาจทำให้เครื่องของเราบูตขึ้นมาใช้งานได้ตามปกติ สามารถทำงานต่อไปได้

แต่ถ้ายังไม่สามารถบูตเครื่องได้อีก ก็ยังมีวิธี คือใช้การนำไฟล์รีจิสทรีที่สำรองไว้โดย System Restore มาสำเนาทับไฟล์ที่เสียหาย โดยปกติเครื่องของเราจะมีโฟลเดอร์ System Volume Information อยู่ที่รากของไดรฟ์นั้นๆ โฟลเดอร์นี้เป็นที่เก็บไฟล์ที่สำรองด้วยโปรแกรม System Restore ขั้นตอนการนำไฟล์รีจิสทรีที่สำรองไว้มาใช้แทน สามารถทำได้ด้วยการพิมพ์คำสั่ง

CD "System Volume Information"
CD "_restore{D86480E3-73EF-47BC-A0EB-A81BE6EE3ED8}"

สำหรับ {D86480E3-73EF-47BC-A0EB-A81BE6EE3ED8} จะแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องนะ ท่านต้องดูที่เครื่องของท่านเองด้วยคำสั่ง DIR ว่าชื่อของโฟลเดอร์ที่สร้างบนเครื่องของท่านชื่ออะไร

ให้ใช้คำสั่ง DIR อีกครั้ง เพื่อดูว่ามีโฟลเดอร์ที่สร้างจากโปรแกรม System Restore อะไรบ้าง ซึ่งโฟลเดอร์ที่สร้างขึ้นนั้นจะขึ้นต้นด้วยอักษร RP (เช่น RP71) แต่ถ้าไม่มีก็แสดงว่าโปรแกรม System Restore ไม่ได้ทำการสำรองไฟล์ระบบไว้เลย หลังจากนั้นพิมพ์คำสั่ง CD RP71Snapshot (ในที่นี้โฟลเดอร์ RP ของเครื่องผมคือ RP71) แล้วพิมพ์คำสั่ง

md c:windows mp
copy _REGISTRY_USER_.DEFAULT c:windows mp
copy _REGISTRY_MACHINE_SECURITY c:windows mp
copy _REGISTRY_MACHINE_SOFTWARE c:windows mp
copy _REGISTRY_MACHINE_SYSTEM c:windows mp
copy _REGISTRY_MACHINE_SAM c:windows mp

del c:windowssystem32configsam
del c:windowssystem32configsecurity
del c:windowssystem32configsoftware
del c:windowssystem32configdefault
del c:windowssystem32configsystem

copy c:windows mp\_registry_machine_software c:windowssystem32configsoftware
copy c:windows mp\_registry_machine_system c:windowssystem32configsystem
copy c:windows mp\_registry_machine_sam c:windowssystem32configsam
copy c:windows mp\_registry_machine_security c:windowssystem32configsecurity
copy c:windows mp\_registry_user_.default c:windowssystem32configdefault

สุดท้าย ถ้ายังไม่สามารถบูตเครื่องด้วยวินโดวส์ได้อีก ก็ยังมีทางออกอีกทางหนึ่ง คือการนำไฟล์รีจิสทรีที่สร้างไว้เมื่อตอนที่ติดตั้งว ินโดวส์ครั้งแรกมาใช้งานแทน ถึงแม้ว่าจะไม่ช่วยอะไรได้มากนัก แต่ก็ช่วยให้เราสามารถบูตเข้าสู่วินโดวส์แล้วทำการสำ รองข้อมูลท ั้งหมดได้ วิธีการก็คือให้เข้าไปที่ Recovery Console นี่แหละ พิมพ์คำสั่งตามนี้เลย

md tmp
copy c:windowssystem32configsystem c:windows mpsystem.bak
copy c:windowssystem32configsoftware c:windows mpsoftware.bak
copy c:windowssystem32configsam c:windows mpsam.bak
copy c:windowssystem32configsecurity c:windows mpsecurity.bak
copy c:windowssystem32configdefault c:windows mpdefault.bak

delete c:windowssystem32configsystem
delete c:windowssystem32configsoftware
delete c:windowssystem32configsam
delete c:windowssystem32configsecurity
delete c:windowssystem32configdefault

copy c:windows epairsystem c:windowssystem32configsystem
copy c:windows epairsoftware c:windowssystem32configsoftware
copy c:windows epairsam c:windowssystem32configsam
copy c:windows epairsecurity c:windowssystem32configsecurity
copy c:windows epairdefault c:windowssystem32configdefault

เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถบูตเข้าสู่วินโดวส์เพื่อท ี่จะสำรองข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งท่านอาจจะล้างฮาร์ดดิสก์ (Format) แล้วติดตั้งวินโดวส์ รวมถึงโปรแกรมทั้งหมดใหม่อีกครั้งได้อย่างสบายใจ เพราะเราได้สำรองข้อมูลทั้งหมดเอาไว้แล้ว

*** วิธีการง่ายๆ ในการใช้งานคำสั่งในข้างต้น ก็คือให้พิมพ์คำสั่งทั้งหมดนี้ (อย่างถูกต้อง 100%) ด้วย Notepad แล้วจัดเก็บเป็นไฟล์ .txt ธรรมดาในโฟลเดอร์ที่ท่านติดตั้งวินโดวส์ XP เอาไว้ (เช่น reg.txt แล้วผมก็จัดเก็บไว้ที่ C:Windows ซึ่งเป็นโฟลเดอร์ที่ผมติดตั้งวินโดวส์ XP ลงไป) เมื่อท่านเข้าสู่ Recovery Console ให้พิมพ์คำสั่ง BATCH reg.txt เพียงเท่านี้ คำสั่งทั้งหมดก็จะถูกรันโดยอัตโนมัติ ง่ายดีครับ***

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
http://support.microsoft.com/?kbid=314058
http://www.petri.co.il/install_windo...ry_console.htm

Credit : http://www.icafezone.net/forums/wind...24/index.html?
__________________
N o b o d y Is Perfect... !!
SomeOne is offline   Reply With Quote
Old 10-01-2008, 12:54 AM   #3
SomeOne
นักล่าสมบัติ
 
SomeOne's Avatar
 
Join Date: Dec 2007
Posts: 81
SomeOne will become famous soon enough
Send a message via MSN to SomeOne
Default

* หมายเหตุ สำหรับเพื่อนๆคนไหนไม่มีแผ่น Windows (แท้) หรือแม้แต่ไม่มีแผ่นโปรแกรมเลย แต่โชคดียังมีแผ่น CD-R เปล่าๆ อยู่ผมได้ไปหาตัวโปรแกรม Recovery Console ที่เป็นไฟล์ ISO ซึ่งไว้สำหรับ Write ลง CD ได้เลยและสามารถที่จะใช้บูตจากแผ่นเข้าไปใช้งาน Recovery Console ได้โดยตรงสามารถเข้าไปโหลดได้ที่นี่ครับ เพื่อความสะดวกให้กับเพื่อนๆอีกหลายๆคน ( ถ้าวันใดไฟล์หายไปหรือโหลดไม่ได้ PM มาขอใหม่ได้นะครับ

Recovery Console

http://www.uploadtoday.com/download/...4dd39f860f1613
__________________
N o b o d y Is Perfect... !!
SomeOne is offline   Reply With Quote
Old 10-01-2008, 01:30 PM   #4
windshadow
สมาชิกไทยวิซ
 
windshadow's Avatar
 
Join Date: Nov 2007
Posts: 64
windshadow is on a distinguished road
Thumbs up

Name:  yenta4-emoticon-0007.gif
Views: 7838
Size:  2.7 KBName:  yenta4-emoticon-0007.gif
Views: 7838
Size:  2.7 KB
ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ ^^
ขอบพระคุณมากค่ะพี่พีช
เอาบทความดีๆมาให้อ่านเพื่อเปนความรู้ต่อไปนะคะ
__________________
"Come One Day"
Keep moving on, keep going now.Keep pushing on your way.
To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.

windshadow is offline   Reply With Quote
Old 10-01-2008, 04:12 PM   #5
fewdavid
สมาชิกไทยวิซ
 
fewdavid's Avatar
 
Join Date: Apr 2007
Posts: 480
fewdavid will become famous soon enoughfewdavid will become famous soon enough
Send a message via MSN to fewdavid
Default

สุดยอดเลยครับ ขอบคุณมากครับที่นำมาให้อ่านกัน
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
fewdavid is offline   Reply With Quote
Reply

Thread Tools
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off

Forum Jump


All times are GMT +7. The time now is 12:15 AM.

Design Developed by CompleteGFX
Powered by vBulletin® Version 3.8.5
Copyright ©2000 - 2017, Jelsoft Enterprises Ltd.
Copyright ©2002-2010 Thai3dViz Co.,Ltd.
Hosting by THAISITE.net